Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2560

การสำรวจและศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสมุนไพรที่ใช้ในผู้สูงอายุในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์

กรกนก อิงคนินันท์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2560

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ได้ดำเนินการระหว่างปี 2559 – 2560 ซึ่งงานวิจัยนี้ประกอบด้วย การศึกษาคุณสมบัติของดิน การศึกษาความหลากหลายของพันธุ์ไม้ ลักษณะสังคมพืช ศึกษาการเก็บกักคาร์บอน ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของมันป่า (Wild Yams) ความหลากหลายของพรรณไม้พื้นล่าง ความหลากหลายชนิดของแมลงที่เป็นประโยชน์ คุณสมบัติของน้ำในบริเวณฝายชะลอน้ำและแหล่งเก็บกักน้ำต่อความหลากหลายของชนิดแมลงน้ำ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุ์ไม้: การคัดเลือกพันธุ์ไม้เป็นแหล่งสีย้อมธรรมชาติ การสำรวจและศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสมุนไพรที่ใช้ในผู้สูงอายุ ความหลากหลายทางชีวภาพของแพลงก์ตอนและปลาในอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรพรรณพืชของชุมชนในพื้นที่รอบเขื่อนจุฬาภรณ์ ประวัติศาสตร์ชุมชน: ชุมชนคอนสาร โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ การศึกษาคุณสมบัติของดิน ในโซน B, C และ D บริเวณพื้นที่ปกปักอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ โดยทำการศึกษาหน้าตัดดิน และ เก็บตัวอย่างดิน และทำการวิเคราะห์ คุณสมบัติทางการภาพและคุณสมบัติทางเคมี ได้ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2559 ถึง กรกฎาคม 2560 ผลการศึกษาคุณสมบัติของดิน พบว่า โซน B มีปริมาณกรวด 3.77 – 57.34 % เนื้อดินเป็นดินร่วนถึงดินร่วนปนดินเหนี่ยว ความหนาแน่นรวม 0.81 – 1.28 g/cm3 สีดินเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองถึงเหลืองอ่อน pH เท่ากับ 4.7 – 5.3, CEC เท่ากับ 3.81 – 8.00 cmol/kg, OM เท่ากับ 1.03 – 3.342 %, Total – N เท่ากับ 0.0769 – 0.2614 mg/kg, available P เท่ากับ 15.88 – 16.28 ppm, Ca เท่ากับ 239.17 – 769.18 ppm, Mg เท่ากับ 68.81– 398.12 ppm บริเวณ โซน C มีปริมาณกรวด 0.92 – 1.21 % เนื้อดินเป็นดินเหนียวถึงดินร่วนเหนียวปนทราย ความหนาแน่นรวม 0.19 – 4.86 g/cm3 สีดินเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองถึงน้ำตาลเข้ม pH เท่ากับ 4.7 – 5.9, CEC เท่ากับ 13.90 – 39.81 cmol/kg , OM เท่ากับ 1.633 – 4.846 %, Total – N เท่ากับ 0.1267 – 0.2894 mg/kg, available P เท่ากับ 15.23 – 16.07 ppm, Ca เท่ากับ 316.88 – 1061.06 ppm, Mg เท่ากับ 165.34 – 413.13 ppm บริเวณ โซน D มีปริมาณกรวด 0.85 – 9.37 % เนื้อดินเป็นดินร่วนถึงดินร่วนปนดินเหนียว ความหนาแน่นรวม 1.023 – 1.256 g/cm3 สีน้ำตาลถึงน้ำตาลอ่อนและเหลืองปนแดง pH เท่ากับ 4.5 – 4.8, CEC เท่ากับ 11.24 – 19.62 cmol/kg , OM เท่ากับ 0.075 – 4.221 %, Total – N เท่ากับ 0.0062 – 0.2115 mg/kg, available P เท่ากับ 15.29– 16.13 ppm, Ca เท่ากับ 33.27 – 286.62 ppm, Mg เท่ากับ 3.92 – 298.27 ppm การศึกษาลักษณะสังคมป่าดิบแล้งที่มีไม้กฤษณา (โซน C) และป่าดิบเขาที่มีไม้ก่อข้าว (โซน D) เป็นไม้เด่น ในพื้นที่ปกปักอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) บริเวณเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ได้ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2559 ถึง เดือนกรกฎาคม 2560 โดยใช้แปลงขนาด 40 ม. X 40 ม. จำนวน 20 แปลง ผลการศึกษา พบว่า โซน C มีจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ทั้งหมด 80 ชนิด และโซน D มีจำนวนชนิดพันธุ์ไม้ทั้งหมด 61 ชนิด ค่าความหนาแน่นเฉลี่ยของโซน C คือ 95.8 ต้น/ไร่ (598.75 ต้น/เฮกแตร์) และโซน D 120.80 ต้น/ไร่ (755.00 ต้น/เฮกแตร์) พื้นที่หน้าตัดลำต้นรวมของโซน C เท่ากับ 100,395.88 ตร.ซม./ไร่ (627,474.25 ต้น/เฮกแตร์) และโซน D เท่ากับ 140,709.74 ตร.ซม/ไร่ (879,435.86 ต้น/เฮกแตร์ ) ลักษณะสังคมป่าดิบแล้งในโซน C พบว่า มีไม้กฤษณาเป็นไม้เด่น มีค่าดัชนีความสำคัญทางนิเวศมากกว่าพันธุ์ไม้ชนิดอื่น ๆ คือ 18.97 ( 6.32 % ของพันธุ์ไม้ทั้งหมด) มีความหนาแน่นเฉลี่ยเท่ากับ 5.3 ต้น/ไร่ (33.13 ต้น/เฮกแตร์) มีพื้นที่หน้าตัดลำต้นรวมเท่ากับ 100,395.88 ตร.ซม./ไร่ (627,474.25 ต้น/เฮกแตร์) ค่าความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้ (Shannon – Wiener Index, SWI) เท่ากับ 5.36 ลักษณะสังคมป่าดิบเขาในโซน D พบว่า มีไม้ก่อข้าวเป็นไม้เด่น มีค่าดัชนีความสำคัญทางนิเวศมากกว่าพันธุ์ไม้ชนิดอื่น ๆ คือ 88.53 (29.51 % ของพันธุ์ไม้ทั้งหมด) มีความหนาแน่นเฉลี่ยเท่ากับ 43.9 ต้น/ไร่ (274.375 ต้น/เฮกแตร์) มีพื้นที่หน้าตัดลำต้นรวมเท่ากับ140,709.74 ตร.ซม/ไร่ (879,435.86ต้น/เฮกแตร์ ) ค่าความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้ (Shannon – Wiener Index, SWI) เท่ากับ 3.72 การกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าปกปักพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ) บริเวณเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน ใต้ดิน ไม้พื้นล่าง ในพื้นที่ปกปักอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ) บริเวณเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ การศึกษามีการวางแปลงตัวอย่าง 40x40 เมตร จำนวน 30 แปลง เก็บข้อมูล ต้นไม้ มีการวางแปลงตัวอย่างขนาด 1x1 เมตร จำนวน 30 แปลง เพื่อเก็บไม้พื้นล่างและซากพืช แล้วคำนวณหาปริมาณมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอน ระยะ เดือนธันวาคม 2559 – กรกฎาคม 2560 ผลการศึกษา มวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอน พบว่า โซน B ปริมาณมวลชีวภาพรวมเท่ากับ 92,119.11 กิโลกรัมต่อไร่ โซน C พบว่า มีปริมาณมวลชีวภาพรวมเท่ากับ 57,396.80 กิโลกรัมต่อไร่ โซน D พบว่า มีปริมาณมวลชีวภาพรวมเท่ากับ 56,655.21 กิโลกรัมต่อไร่ ปริมาณมวลชีวภาพของไม้พื้นล่าง โซน B, C, D เท่ากับ 974.11 , 920.16 , 710.07 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ และปริมาณคาร์บอนของต้นไม้ พื้นที่โซนB พบว่ามีปริมาณคาร์บอนรวมเท่ากับ 81,282.92 กิโลกรัมต่อ พื้นที่โซน C พบว่า มีปริมาณคาร์บอนรวมเท่ากับ 50,372.56 กิโลกรัมต่อไร่ พื้นที่โซน D พบว่า มีปริมาณคาร์บอนรวมเท่ากับ 49,167.41 กิโลกรัมต่อไร่ ปริมาณมวลชีวภาพของไม้พื้นล่าง พบว่า มีปริมาณคาร์บอนไม้พื้นล่าง โซนB C และ D เท่ากับ 487.05 , 480.08 , 355.04 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ การศึกษาความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของมันป่า (Wild Yams) ในพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อการระบุชนิด ศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การกระจายพันธุ์ และการสร้างรูปวิธานจำแนกชนิดของพืช (key to species) ของมันป่าที่พบในพื้นที่ โดยทำการสำรวจและเก็บตัวอย่างพืช ในเส้นทางที่กำหนดทั้ง 4 เส้นทาง ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนกันยาน 2560 ผลการศึกษาพบมันป่าทั้งสิ้น 8 ชนิด ได้แก่ มันเลือด (Dioscorea alata L.), มันหนอน (D. arachidna Prian & Burkill), กลิ้งกลางดง (D. bulbifera L.), มันหนอนใบเกลี้ยง (D. craibiana Prain & Burkill), มันเทียน (D. filiformis Blume), มันดง (D. glabra Roxb.), มันรัก (D. hamiltonii Hook.f. ) และมันคันขาว (D. pentaphylla L.) โดยมันป่าที่พบทั้งหมดเป็นพืชล้มลุก มีหัวใต้ดิน (tuber) หรือเหง้า (rhizome) สะสมอาหารไว้เพื่อเจริญเติบโต และแตกลำต้นขึ้นใหม่ในแต่ละปี ซึ่งชนิดพันธุ์ที่พบบ่อยในพื้นที่ได้แก่ มันเทียน กลิ้งกลางดง และมันเสา ตามลำดับ ส่วนใหญ่พบกระจายพันธุ์ในบริเวณขอบป่าและแนวถนนที่ค่อนข้างโล่ง ส่วนในบริเวณป่าทึบในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นพบมันป่าไม่มากนัก ชนิดพันธุ์ทั้งหมดมีการออกดอกอยู่ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน การสำรวจพรรณไม้พื้นล่าง ในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ได้ทำการออกสำรวจจำนวน 3 ครั้ง ในเดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และกันยายน พ.ศ. 2560 จาก 4 เส้นทาง รวมระยะทาง 4,665 เมตร โดยใช้วิธีเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้และมีระยะห่างออกไปข้างละ 10 เมตร รวมพื้นที่ศึกษาประมาณ 93,300 ตารางเมตร พบพืช 64 ชนิด จาก 39 วงศ์ เป็นพืชดอก (flowering plants) 57 ชนิด 32 วงศ์ เฟิน 2 ชนิด 2 วงศ์ และกลุ่มพืชไม่มีท่อลำเลียง (bryophytes) พบ 5 ชนิด ใน 5 วงศ์ ซึ่งพื้นที่ที่พบพืชมากที่สุดคือเส้นทางที่ 4 พบจำนวน 27 ชนิด เส้นทางที่ 3 พบ 22 ชนิด เนื่องจากสำรวจเพียง 3 ครั้งในรอบ 1 ปี จึงอาจทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่สามารถใช้เป็นความหลากหลายของชนิดพืชที่ในพื้นที่ได้ มีความจำเป็นต้องดำเนินการสำรวจเพิ่มในช่วงฤดูที่แตกต่างจากนี้ต่อไป การสำรวจความหลากหลายของแมลงในพื้นที่เส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ใน 3 ช่วงฤดูคือ ฤดูหนาวระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม 2559 ฤดูร้อนระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม 2559 และฤดูฝนระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน 2560 จากผลการสำรวจแมลงในเส้นทางสำรวจที่ 1 ระยะทาง 680 เมตร เส้นทางสำรวจที่ 2 ระยะทาง 1,110 เมตร เส้นทางสำรวจที่ 3 ระยะทาง 1,075 เมตร และเส้นทางสำรวจที่ 4 ระยะทาง 1,800 เมตร ดังแสดงในตารางที่ 4.1 ถึงตารางที่ 4.3 โดยสรุป พบแมลงที่เป็นประโยชน์รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,831 ตัว 43 ชนิด จาก 26 วงศ์ 11 อันดับ ได้แก่ อันดับ Lepidoptera, อันดับDiptera, อันดับHemiptera, อันดับOdonata, อันดับ Hymenoptera, อันดับ Orthoptera, อันดับ Coleoptera, อันดับ Araneae, อันดับ Homotera, อันดับ Isoptera, และอันดับ Neuroptera โดยจำนวนแมลงและชนิดของแมลงที่พบมากที่สุดคือในช่วงฤดูหนาว ถึง 2280 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกมดชนิดต่างๆใน วงศ์ Formicidae อันดับ Hymenoptera, แมงมุมชนิดต่างๆในอันดับ Araneae และ รังปลวกชนิดต่างๆในอันดับ Isoptera ส่วนแมลงที่เป็นประโยชน์อื่นๆ จะพบจำนวนและชนิดน้อยมาก รองลงมาคือในช่วงฤดูร้อนพบว่ามีจำนวนแมลงและชนิดของแมลง 1,309 ตัว โดยส่วนใหญ่จะเป็นรังของแมลงช้าง ในวงศ์ Myrmeleontidae อันดับ Neuroptera รังปลวกชนิดต่างๆในอันดับ Isoptera และผีเสื้อชนิดต่างๆในอันดับ Lepidoptera ส่วนในช่วงฤดูฝนมีฝนตกชุกทั้งวันจีงพบว่ามีจำนวนแมลงและชนิดของแมลงน้อยที่สุดเพียง 314 ตัว โดยส่วนใหญ่จะเป็นแมลงปอบ้านในวงศ์ Libellulidae และแมลงปอเข็มในวงศ์ Coenagrionidae ของอันดับ Odonata มวนเพชรฆาตในวงศ์ Reduviidae และแมลงในน้ำคือ จิงโจ้น้ำ ในวงศ์ Gerridae ของอันดับ Hemiptera นอกจากนี้ยังพบว่ามีเสียงของ จั๊กจั่นจำนวนหนึ่งในวงศ์ Cicadidae ของอันดับ Homoptera ในเส้นทางเดินสำรวจแมลงเป็นประโยชน์ที่สารวจนี้จึงมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อระบบนิเวศป่าไม้ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบป่า เช่นการขยายพันธุ์ของพืชป่า โดยมีผีเสื้อเป็นตัวช่วยผสมเกสรดอกไม้ ปลวกช่วยในกระบวนการย่อยสลาย เศษซาก กิ่ง ใบ และต้นไม้ นอกจากนี้ปลวกยังผลิตเชื้อราเห็ด โคนที่นิยมนาไปบริโภคกันทั่วไป และด้วงที่นามาเป็นอาหารและสร้างรายได้แก่ชาวบ้าน ดังนั้นการสารวจความหลากหลายทางชีวภาพกลุ่มแมลงจึงเป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ สาหรับการจัดการพื้นที่แห่งนี้ ให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป การศึกษาความหลากชนิด และการกระจายของแมลงน้ำในบริเวณฝายชะลอน้ำ ในเส้นทางสำรวจของเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ โดยทำการสุ่มเก็บตัวอย่างใน 3 ฤดู ซึ่งครั้งที่ 1 ฤดูหนาวระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม 2559 จะมีแหล่งน้ำกักเก็บในบริเวณฝายชะลอน้ำบ้าง ปริมาณน้ำไม่มากนัก และพบแมลงน้ำไม่กี่ชนิด ส่วนในฤดูร้อนระหว่างวันที่ 7-10มีนาคม 2560 น้ำในฝายจะแห้งขอดทุกจุดไม่พบแมลงในน้ำเลย และในช่วงฤดูฝนระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน 2560 จะปริมาณน้ำเกือบเต็มในทุกฝาย จึงพบความหลากชนิดของแมลงน้ำในบริเวณฝายชะลอน้ำมากขึ้น พบแมลงน้ำและแมลงหน่ดินรวมทั้งหมด 6 อันดับ 7 วงศ? 8 ชนิด ดังนี้คือ 1.อันดับ Hemiptera ได?แก่ จิงโจ้น้ำในวงศ์ Gerridae มวนแมงป่องน้ำในวงศ์ Nepidae 2. อันดับ Coleoptera ได?แก่ ด้วงดิ่งในวงศ์ Dytistidae และด้วงดินในวงศ์ Carabidae.3.อันดับ Diptera ได้แก่ลูกน้ำยุง ในวงศ์ Culicidae 4.อันดับ Odonata ได?แก่แมลงปอบ้าน ในวงศ์ Libellulidae และ แมลงปอเข็ม ในวงศ์ Coenagrionidae 5.อันดับ Hymenopteraได?แก่ มดในวงศ์ Formicidae และ 6.อันดับ Araneaeได?แก่ แมงมุม แมลงน้ำใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำทางด้านชีวภาพ เช่น ถ้าน้ำในแหล่งน้ำมีความสะอาด จะพบสิ่งมีชีวิตกลุ่มตัวอ่อนแมลงน้ำ อาทิ ตัวอ่อนชีปะขาว แต่ถ้าน้ำในแหล่งน้ำมีความสกปรก เราจะพบสิ่งมีชีวิตในกลุ่มหนอนแมลงวันดอกไม้ หรือหนอนริ้นน้ำจืด เหตุผลที่แมลงน้ำถูกนำมาใช้ประเมินผลกระทบติดตามคุณภาพน้ำและตรวจวัดมลพิษทางน้ำ เพราะแมลงสามารถแสดงผลลัพธ์ของการสะสมของสภาพแวดล้อมเป็นระยะเวลายาวนานได้ และแมลงน้ำบางชนิดมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและมีการฟื้นตัวช้า ทำให้ยังสามารถเห็นร่องรอยของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แมลงน้ำมีสมาชิกอยู่ในทุกกลุ่มของ Functional groups และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างผลผลิตปฐมภูมิกับลำดับขั้นการกินอาหารที่สูงขึ้นในสายใยอาหาร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และใช้ประโยช์จากพันธุ์ไม้จากเขื่อนจุฬาภรณ์ : การคัดเลือกพันธุ์ไม้เป็นแหล่งสีย้อมธรรชาติในการศึกษาครั้งนี้ได้เตรียมสีย้อมจากเขสำหรับย้อมเส้นใยกัญชงและนำมาทอขึ้นรูปเป็นชิ้นผ้า ลักษณะผ้าที่ได้มีความหนาเนื้อแน่นอยู่ตัว มีเนื้อสัมผัสแตกต่างจากเนื้อฝ้าย และเนื้อผ้ากัซญชงอย่างเดียว มีจากวิธีการทอด้วยมือของผู้เชี่ยวชาญสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชิ้นงานนี้ได้ดียิ่ง เหมาะสำหรับการแปรรูปไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ รองเท้า กระเป๋ามากกว่าใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มผ้าทอที่ได้จากผลการศึกษานี้มีความน่าสนใจส่งเสริมให้ชุมชนบ้านทุ่งพล้อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะถิ่น ตลอดจนสิค้าหัตถกรรมบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จัดการท่องเที่ยวดูงานอุตสาหกรรมการทอผ้าด้วยเส้นใยผสมผสานเพื่อให้งานดูมีความร่วมสมัยมากขึ้นและสามารถนำมาใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายมีความเป็นสากล นอกจากจะทอด้วยฝ้ายหรือไหมเพื่อใช้นุ่งห่มพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามการศึกษาต่อไปคือการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์แลพการสนับสนุนส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันสร้างเศรษฐกิจรากฐานเพื่อสร้างรายได้จากศิลปะวัฒนธรรมพื้นเมืองเดิม ทั้งจะยังเป็นการอนุรักษ์ ไว้ใช้อย่างยั่งยืนสร้างความมั่นคงในครอบครัวปัจจัยอื่นๆที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนคือ การปลูกกัญชงนั้นยังมีข้อจำกัดด้วยกฎหมายจึงทำให้เส้นใยหาอยากและราคาแพง ผ้าที่ทอ 1 เมตรมีราคาสูงถึง 1000 บาท การสำรวจและศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสมุนไพรที่ใช้ในผู้สูงอายุในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเตอเรส ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเทอเรสไฟว์ในสารสกัดเอทานอลจากสมุนไพรที่พบในบริเวณรอบเขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การได้แหล่งของสารที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นยาที่ใช้ในโรคที่เกิดขึ้นจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคอัลไซเมอร์ ภาวะต่อมลูกหมากโต ภาวะผมร่วงและ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คณะผู้วิจัยได้สำรวจพืชสมุนไพรที่รอบเขื่อนจุฬาภรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และเก็บตัวอย่างพืชได้ 31 ชนิด เลือกส่วนของพืชมาย่อยขนาด ทำให้แห้ง และสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 95 ได้สารสกัด 56 ตัวอย่าง นำสารสกัดมาทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเตอเรส (AChE) ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส (5AR) และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเทอเรสไฟว์ (PDE5) ในหลอดทดลอง ด้วยวิธีของ Ellman’s วิธีของ Jukkarin’s และวิธีของ Sonnenburg’s ตามลำดับ ผลการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์AChE ของสารสกัดทั้ง 56 ชนิด ที่ความเข้มข้นสุดท้ายของสารสกัดเท่ากับ 100 ?g/ml พบว่ามีเพียงสารสกัดส่วนเมล็ดมวกแดง (Urceola rosea (Hook.f. & Arn.) D. J. Meddleton) ที่แสดงฤทธิ์ต้านเอนไซม์ได้สูงกว่าร้อยละ 60 โดยสารสกัดเมล็กมวกแดงแสดงค่าความเข้มข้นที่ให้ผลต้านการทำงานของเอนไซม์ได้ร้อยละ50 (IC50) เท่ากับ 90.69?1.29 ?g/ml สำหรับฤทธิ์ต้านเอนไซม์ 5AR พบว่าที่ความเข้มข้นสุดท้ายของสารสกัดเท่ากับ100 ?g/ml สารสกัดส่วนใบชายผ้าสีดา (Platycerium wallichii Hook.) และสารสกัดส่วนใบตูมกาแดง (Garcinia propinqua Craib) แสดงฤทธิ์ต้านเอนไซม์ 5AR ได้สูงสุด โดยแสดงค่าร้อยละการยับยั้งเอนไซม์อยู่ในช่วง 50-60 นอกจากนี้ยังพบว่าที่ความเข้มข้นสุดท้ายของสารสกัดเท่ากับ 50 ?g/ml สารสกัดส่วนกิ่งตูมกาแดงและสารสกัดส่วนกิ่งมุ่ยขาว (Ixora sp.) แสดงฤทธิ์ต้านเอนไซม์ PDE5 ได้สูงกว่าร้อยละ 80 โดยสามารถยับยั้งเอนไซม์ PDE5 ได้ร้อยละ 96.46?1.03 และ 80.81?5.87 ตามลำดับ สำหรับในการศึกษาขั้นต่อไป ควรมีการศึกษาด้านเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดเหล่านี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ในการพัฒนายารักษาโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมต่อไป การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของแพลงก์ตอน และปลาในบริเวณพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ โดยทำการเก็บตัวอย่างน้ำ แพลงก์ตอน และปลาน้ำจืด ในบริเวณพื้นที่ศึกษาทั้งหมด 4 สถานี จำนวน 4 ครั้ง ครอบคลุมทั้ง 3 ฤดูกาล ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ.2559 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2560 ผลจากการศึกษาพบแพลงก์ตอนพืชจำนวน 6 ดิวิชั่น 32 สกุล ปริมาณเฉลี่ยรวม 6.96?1.35x104 เซลล์/ลิตร แพลงก์ตอนพืชส่วนใหญ่อยู่ในดิวิชัน Euglenophyta (73%) รองลงมาคือ ดิวิชัน Cyanophyta (13%) ดิวิชัน Bacillariophyta (11%) และ ดิวิชัน Chlorophyta (3%) ตามลำดับ สำหรับแพลงก์ตอนสัตว์พบทั้งหมด 3 ไฟลัม 15 สกุล ปริมาณเฉลี่ยรวม 2.70 ? 0.22x103 เซลล์ต่อลิตร แพลงก์ตอนสัตว์ส่วนใหญ่อยู่ในไฟลัม Rotifera (46%) ไฟลัม Arthropoda (29%) และ ไฟลัม Protozoa (25%) ตามลำดับ ค่าดัชนีความหลากหลายของชนิดของแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.3 และ 1.1 จากการวิเคราะห์ Cluster Analysis (CA) และ Principal Component Analysis (PCA) แสดงให้เห็นว่าแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ แต่ละชนิดมีการจัดกลุ่ม และแพร่กระจายตามระยะเวลาที่แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยคุณภาพน้ำตลอดระรยะเวลาที่ทำการศึกษาพบว่ามีปริมาณ แอมโมเนีย 3.60 -0.02 มิลลิกรัม/ลิตร ไนไตรท์ 0.30 -0.020 มิลลิกรัม/ลิตร ไนเตรท 0.001 -0.00 มิลลิกรัม/ลิตร ฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำ 0.78 -0.004 มิลลิกรัม/ลิตร และค่าคลอโรฟิลล์ เอ 16.9 -0.38 ไมโครกรัม/ลิตร จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ และคุณภาพน้ำโดยใช้วิธี PCA พบว่า ไนไตรท์ ไนเตรท ฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำ เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อปริมาณของแพลงก์ตอน อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) เมื่อพิจารณาผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายของแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ และคุณภาพน้ำในบริเวณพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช มีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา สำหรับผลการศึกษาความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลา พบปลาทั้งหมด 88 ชนิด 24 วงศ์ โดยปลาในวงศ์ Cyprinidae มีจำนวนชนิดมากที่สุดคือ 6 ชนิด และมีค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ อยู่ระหว่าง 0.9-1.9 แสดงให้เเห็นว่าคุณภาพน้ำมีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ และสอดคล้องกับผลการประเมินศักยภาพผลผลิตทางการประมง ที่มีค่าอยู่ระหว่าง 1.8 - 23.8 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าเกกณฑ์เฉลี่ยของแหล่งน้ำตามธรรมชาติ สรุปได้ว่าความหลากหลายทางชีวภาพของแพลงก์ตอนและปลาในบริเวณพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช เขื่อนจุฬาภรณ์ นั้น ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน มีความอุดมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต และคุณภาพน้ำเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรพรรณพืชในพื้นที่รอบเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ในพื้นที่ป่าชุมชน ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินโครงการป่าชุมชน ปัจจุบันจึงยังคงเป็นพื้นที่ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าผาผึ้งวิธีการวิจัยประกอบด้วย 1) การสำรวจทรัพยากรพรรณพืชใน 5 เส้นทาง ระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม 2559 และ 31 มีนาคม 2560 -3 เมษายน 2560 โดยมีพรานป่าเป็นผู้นำทาง บอกชื่อชนิดพรรณพืช และการใช้ประโยชน์ นักวิจัยบันทึกลงในแบบสำรวจ เก็บค่าพิกัด และถ่ายภาพชนิดพรรณพืช จากนั้นนำข้อมูลพรรณไม้ที่ได้จากการสัมภาษณ์มาเปรียบเทียบกับเอกสารเกี่ยวกับหนังสือพรรณไม้ของประเทศไทย 2) การศึกษาการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพรรณพืช ระหว่างวันที่ 18-21 กรกฎาคม 2560 เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ตัวแทนตัวครัวเรือน กำหนดสัดส่วนร้อยละ 30 จำนวน 159 คน จาก 530 ครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และศึกษาเชิงคุณภาพโดยเลือกผู้ตอบแบบสัมภาษณ์แบบเจาะจงจากปราชญ์ท้องถิ่น 2 ราย เพื่อสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพร จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลทรัพยากรพรรณพืชที่ภาครัฐและสถาบันการศึกษาเผยแพร่ไว้แล้ว และรายงานผลการศึกษาด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ การศึกษาประวัติชุมชน พบว่า มีการก่อตั้งชุมชนโดยบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อสร้างบ้านเรือน และทำการเกษตรในช่วงปี พ.ศ. 2508 ต่อมาเมื่อมีการประกาศพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ในปี พ.ศ. 2516 และเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าผาผึ้งในปี พ.ศ. 2543 เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ ชุมชนจึงต้องอพยพออกจากพื้นที่และเกิดปัญหาทับซ้อนที่ดินทำกินระหว่างชุมชนกับภาครัฐ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2543 มีความพยายามของชุมชนเรียกร้องให้ปรับปรุงแนวเขตป่าอนุรักษ์ และดำเนินโครงการป่าชุมชนบ้านทุ่งลุยลายในพื้นที่ 2,000 ไร่ เพื่อให้สิทธิชุมชนจัดการทรัพยากรป่าไม้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดินในปี พ.ศ. 2558 พบว่า พื้นที่ป่าชุมชนมีการใช้ประโยชน์ที่ดิน 6 ประเภท จำนวน 1,504.1 ไร่ ได้แก่ 1) พื้นที่ป่าผลัดใบสมบูรณ์ 1,405.4 ไร่ ร้อยละ 93.44 2) อ่างเก็บน้ำ 70.6 ไร่ ร้อยละ 4.69 3) 3) ยางพารา 19.1 ไร่ ร้อยละ 1.27 4) มะขาม 6.1 ไร่ ร้อยละ 0.41 5) หมู่บ้าน 1.6 ไร่ ร้อยละ 0.11 6) ทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่มไม้ละเมาะ 1.3 ไร่ ร้อยละ 0.09 การสำรวจทรัพยากรพรรณพืชใน 5 เส้นทาง พบว่า มีระยะทางเฉลี่ย 2.18 กิโลเมตร สภาพพื้นที่ป่าเป็นป่าโปร่ง ประเภทป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) ซึ่งชุมชนเรียกว่า “ป่าโคก” มีความสูงเฉลี่ย 614 เมตร ด้วยสภาพป่าเคยถูกแผ้วถางเพื่อสร้างบ้านเรือนและทำการเกษตรโดยการปลูกข้าวโพด และทำสวนป่ายูคาลิปตัส สภาพป่าจึงเป็นแบบป่าทุติยภูมิ (Secondary forest) ซึ่งเริ่มมีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ ทรัพยากรพรรณพืชที่พบตามเส้นทางสำรวจมีจำนวน 124 ชนิดพรรณ ใน 5 กลุ่มการใช้ประโยชน์คือ 1) พืชสมุนไพร 55 ชนิดพรรณ เช่น กระทือ (Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp.) สมอ (Terminalia chebula Retz. var. chebula) ส่าเหล้า (Bridelia ovata Decne) 2) พืชสวนครัว/พืชอาหาร 38 ชนิดพรรณ เช่น ส้มกบ (Oxalis corniculata L.) มะกอกป่า (Spondias pinnata) ผักกูด (Diplazium esculentum) 3) พืชให้เนื้อไม้ 38 ชนิดพรรณ เช่น ส้าน (Dillenia obovata (Bl.) Hoogl.) สาธร (Millettia leucantha Kurz. var. buteoides (Gagnep.) P.K. Loc) ซ้อ (Gmelina arborea (Labiatae)) 4) พืชไม้ดอกไม้ 6 ชนิดพรรณ เช่น ชายผ้าสีดา (Platycerium holttumii de Jonch. & Hennioman) กะเรกะร่อน (Cymbidium aloifolium (L.) Sw.) หนวดพราหมณ์ (Seidenfadenia mitrata (Rchb.f.) Garay) 5) พืชอาหารสัตว์ 3 ชนิดพรรณ เช่น หญ้าขัด (Aganosma marginata (Roxb.) G.Don.) หญ้าคา (Imperata cylindrica Beauv.) และหญ้าปล้อง (Hymenachne pseudointerrupta) การสำรวจข้อมูลการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพรรณพืชในพื้นที่ชุมชนบ้านทุ่งลุยลายหมู่ที่ 1 พบว่า มีการใช้ประโยชน์ 68 ชนิดพรรณ แบ่งเป็น 5 กลุ่มการใช้ประโยชน์คือ 1) พืชสมุนไพร 26 ชนิดพรรณ เช่น ฝาง (Caesalpinia sappan L.) งิ้ว (Bombax anceps Pierre.) กำลังเสือโคร่ง (Strychnos axillaris Colebr.) 2) พืชสวนครัว 18 ชนิด เช่น ดอกกระเจียว (Curcuma sessilis Gage) หญ้านาง (Limacia triandra Miers) ผักหวานป่า (Melientha suavis Pierre) 3) พืชให้เนื้อไม้ 9 ชนิด เช่น มะค่า (Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib. T) ตะแบก (Lagerstroemia calyculata Kurz.) รัง (Pentacme siamensis (Miq.) Kurz) พืชไม้ดอกไม้ประดับ 13 ชนิด เช่น เอื้องผึ้ง (Dendrobium lindleyi Steud.) มาลัยแดง (Aerides multiflora Roxb.) จันทน์ผา (Dracaena cochinchinensis (Lour.) S.C. Chen) 5) พืชอาหารสัตว์ 1 ชนิด คือ หญ้าขน (Brachiaria mutica (Forsk) Stapf.) ข้อมูลที่น่าสนใจในการศึกษานี้คือ กลุ่มพืชสมุนไพรนั้นพบได้น้อยลง เนื่องจากคนต่างพื้นที่เข้ามาเก็บหา และพบบางเส้นทางสำรวจเท่านั้นไม่ได้แพร่กระจายทั่วไปเช่นกลุ่มพืชให้เนื้อไม้ เช่น รากสามสิบ หรือหย้าฮียุ่ม (Asparagus racemosus Wild.) หญ้ารีแพร์ (Centotheca lappacea (L.) Desv.) นอนตายหยาก หรือกะปงช้าง (Stemona tuberosa Lour.) และ อีรุมปุมเป้า หรือว่านพระฉิม (Dioscorea bulbifera L. ส่วนกลุ่มพืชไม้ดอกโดยเฉพาะ กล้วยไม้เพชรหึง (Grammatophyllum speciosum Blume) ไม่พบในพื้นที่ป่า แต่กลับมีกระจายทั่วไปในชุมชน ซึ่งหากนำไปขายภายนอกจะมีราคาแพง แขนงหนึ่งมีราคาสูงถึง 1,000 บาท ส่วนกะเรกะร่อน (Cymbidium bicolor Lindl.) และเอื้องหนวดพราหมณ์ (Seidenfadenia mitrata (Rchb.f.) Garay) พบได้ทั่วไป และมักไม่พบว่ามีการนำมาใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ เนื่องจากไม่มีราคา ส่วนกลุ่มพืชให้เนื้อไม้พบว่า มีการลักลอบเข้าไปตัดไม้เนื่องจากพบเศษเปลือกไม้ถูกลอกออกโดยไม่พบท่อนไม้ในเส้นทางที่ 2 และพบไม้ซุง 2 ท่อน รอการชักลากในเส้นทางที่ 4 นอกจากนั้นยังพบร่องรอยสัตว์ป่า เช่น รอยเท้าหมูป่า รอยเล็บหมีหมา เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของสภาพป่า ดังนั้น หากมีการจัดตั้งป่าชุมชนอย่างเป็นทางการ ชุมชนจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ทรัพยากรพรรณพืชในพื้นที่ป่า โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดในโครงการป่าชุมชนอย่างเคร่งครัด และเผยแพร่ข้อมูลสถานภาพ ความหลากหลาย และภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ให้ชุมชนรับทราบ สร้างความตระหนักถึงคุณค่า เพื่อให้พืชวัฒนธรรมเหล่านี้ยังคงอยู่ และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน: ชุมชนคอนสาร เขื่อนจุฬาภรณ์ มุ่งศึกษาประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม คือ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตชุมชนทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากผลของการพัฒนา “ทุ่งลุยลาย” เป็นชุมชนบุกเบิกใหม่ในช่วงต้นทศวรรษ 2500 จากดำรงชีวิตด้วยการหาของป่ามาเป็นการประกอบอาชีพด้วยการทำไร่และสวนยางในปัจจุบัน จุดเปลี่ยนที่สำคัญของพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือ การพัฒนาที่เข้ามาพร้อมกับการสร้างเขื่อนจุฬาภรณ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนขนาดเล็กของพรานป่า มาเป็นชุมชนของกลุ่มอพยพแรงงานจากภาคอีสาน และนำข้อมูลที่ได้จากชุมชนมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในชุมชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนของตนเอง มุ่งหวังให้เยาวชนได้เห็นคุณค่า เกิดจิตสำนึก และอนุรักษ์สืบสานต่อไป และมุ่งหวังให้ชุมชนสามารถพัฒนาชุมชนเพื่อเป็น “แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” วิธีการดำเนินงานวิจัย ใช้การเก็บข้อมูลภาคสนามโดยการสัมภาษณ์ประชากร 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มที่เข้ามาบุกเบิกในช่วงแรกก่อนการสร้างเขื่อน และกลุ่มที่อพยพเข้ามาในช่วงและหลังจากการสร้างเขื่อน ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เน้นวิธีการสอบถามเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความทรงจำในอดีต (ประวัติศาสตร์บอกเล่า หรือ Oral History) ผลการวิจัย ค้นพบว่า พื้นที่ที่เป็นตำบลทุ่งลุยลายในปัจจุบัน อดีตเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ (ป่าเบญจพรรณ) มีทั้งไม้เนื้อแข็ง สัตว์ป่า สมุนไพร ของป่า รวมถึงแหล่งน้ำสำคัญ คือ น้ำพรม กล่าวได้ว่าเสมือนเป็น “ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อุดมด้วยอาหาร และอุปกรณ์สร้างบ้าน” ชาวบ้านกลุ่มแรกเดินทางมาจากคอนสารและหล่มสัก ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากที่ดินและตั้งรกรากที่นี่ ซึ่งในช่วงแรกลักษณะทางเศรษฐกิจยังมีการพึ่งพาตัวเองสูง เนื่องจากชุมชนนี้อยู่ออกมาโดดเดี่ยวและการเดินทางที่ลำบาก ประกอบกับไข้ป่าทำให้ไม่ค่อยมีชาวบ้านอพยพเข้ามาอยู่ที่นี่มากนัก จนเมื่อมีการพัฒนา (สร้างเขื่อนจุฬาภรณ์) เข้ามา ได้เปลี่ยนชุมชนที่นี่กลายเป็น ชุมชนอพยพของแรงงานและผู้หวังโอกาสในการสร้างอาชีพจากพื้นที่ต่าง ๆ ในภาคอีสาน มีการปรับตัวทางเศรษฐกิจ จากชุมชนที่พึ่งพาตนเองและอยู่กันเป็นเครือญาติ เปลี่ยนแปลงเป็นการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว และมีกลุ่มคนหลากหลายแตกต่างทางวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ร่วมด้วย ทำให้ได้พบข้อค้นพบอีกประการที่น่าสนใจ คือ กลุ่มคนที่บุกเบิก (จากคอนสาร) ได้สร้างความหมายและสัญลักษณ์ของ “ไทคอนสาร” ขึ้นมา เพื่อให้แตกต่างจากกลุ่มอพยพที่มาจากภาคอีสาน โดยได้กำหนดความเป็นไทคอนสารจาก 3 สิ่ง คือ ภาษา ประเพณีบุญเดือนสี่ และเสื้อไทคอนสาร ข้อมูลที่รวบรวมมาจากการบอกเล่าจากความทรงจำเหล่านี้ ได้ถูกถ่ายทอดให้กับเยาวชนในพื้นที่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ทำให้เยาวชนได้รับรู้และเข้าใจความเป็นมา ความสำคัญของบุคคล รวมถึงสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในชุมชนเพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามของชุมชนต่อไป การจัดการอบรมความรู้และจัดค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์เป็นเวลา 2 คืน 3 วัน โดยแบ่งเป็น วันแรก จะเป็นกิจกรรมพิธีเปิดโครงการ กิจกรรมละลายพฤติกรรมเพื่อให้เยาวชนได้ทำความรู้จักกัน แนะนำเขื่อนจุฬาภรณ์ และโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ชมโครงการเขื่อนจุฬาภรณ์ ศึกษาดูงานกิจการเขื่อน และกิจกรรม “เรียนรู้เรื่องนก” วันที่สอง จะเป็นการทำกิจกรรมส่องนกและกิจกรรมฐานเพื่อสอดแทรกการเรียนรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบ่งเป็น 4 ฐานคือฐานเรียนรู้เรื่องไฟป่า ฐานเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน ฐานเรียนรู้เรื่องน้ำและคุณภาพน้ำ และฐานสร้างเสริมกระบวนการกลุ่ม วันที่สาม เป็นการสรุปและถอดบทเรียนการเรียนรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งนำเสนอผลงานที่ได้จากการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มและจากนั้นจะเป็นพิธีปิดค่ายเยาวชน โดยการจัดการอบรมความรู้และจัดค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์ได้มีการทำการประเมินก่อนและหลังการทำกิจกรรมซึ่งพบว่าหลังจากการทำกิจกรรมต่างๆของค่ายเยาวชนผู้เข้าร่วมการอบรมว่ารู้จักสายพันธุ์ของนกมากขึ้น รู้จักสาเหตุการเกิดไฟป่า มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการจำแนกระหว่างน้ำดีและน้ำเสียและเข้าใจการอยู่ร่วมกันโดยผ่านการเรียนรู้ด้วยวิธีสร้างเสริมกระบวนการกลุ่มเกิดทำให้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น

คำสำคัญ

สมุนไพรไทยThai medicinal plantPhosphodiesterase inhibitory activityฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนAcetylcholinesterase inhibitory activityฤทธิ์ต้านเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเทอเรสฤทธิ์ต้านเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเตอเรสanti androgenChulaphorn Damเขื่อนจุฬาภรณ์

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษารวบรวมข้อมูลความหลากหลายของสมุนไพรภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร รวมทั้งตำรับยาโบราณของหมอพื้นบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณในพื้นที่เขื่อนน้ำพุง จังหวัดสกลนคร และชุมชนใกล้เคียงภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

จันทร์ทิรา เจียรณัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2557

การศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกโอลีฟในมหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา

สุมนา เหลืองฐิติกาญจนา มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2552

การศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพื้นที่ป่าเขื่อนห้วยกุ่ม จังหวัดชัยภูมิ

ทวีศักดิ์ ธิติเมธาโรจน์ คณะเภาสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2553

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พื้นที่มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ปีที่ 3

เสวียน เปรมประสิทธิ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2552

การศึกษามาตรฐานและสารสำคัญจากพืชสมุนไพร ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พื้นที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ

บังอร ศรีพานิชกุลชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2551

การศึกษามาตรฐานและสารสำคัญจากพืชสมุนไพร ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

บังอร ศรีพานิชกุลชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2553

การสำรวจและอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ป่าในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

ฐิติพร พิทยาวุธวินิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2552

ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของพืชวงศ์กลอย พื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

เชิดศักดิ์ ทัพใหญ่ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2554

การวิเคราะห์ลายพิมพ์ดีเอ็นเอของพืชกลุ่มปทุมมาและกระเจียวโดยเทคนิคอาร์เอพีดี

สุภัค มหัทธนพรรค มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2553

การสำรวจสัตว์ป่าในบริเวณโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเขื่อนจุฬาภรณ์

พิชญ์รัตน์ แสนไชยสุริยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2552