การวิเคราะห์ลายพิมพ์ดีเอ็นเอของพืชกลุ่มปทุมมาและกระเจียวโดยเทคนิคอาร์เอพีดี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมรากุมารี พื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ดำเนินการระหว่างปี 2553-2554 ซึ่งงานวิจัย ประกอบด้วย การศึกษาความหลากหลายและโครงสร้างของสังคมพืช ความหลากหลายของเห็ดที่ผลิต เอนไซม์ย่อยสลายทางชีวภาพ กรศึกษาฤทธิ์ต่อโรคที่เกิดจากการเสื่อมบางชนิดของสมุนไพรไทย การ สำรวจพรรณไม้วงศ์ขิง ความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ของกล้วยไม้ป่า การเพาะเลี้ยง พรรณพืชวงศ์ชิงบางชนิดที่พบที่เชื่อนสิริกิติ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การใช้ประโยชน์สารทุติยภูมิใน พืชและเนื้อเยื่อเพะเลี้ยงของพืช: "การคัดเลือกสารกลุ่มลิกแนนจากพรรณไม้"นุกรมวิธานและ ทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ กล้วยไม่ดินบางชนิดที่สำรวจพบ การศึกษาความ หลากหลายของแมลง ความหลากหลายของนก ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของพืชวงศ์กลอย โครงการจัดทำฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศด้นการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพรรณพืชของชุมชน สำรวจพืช วงศ์ชาฤาษี การสำรวจความหลากหลายและการนุรักษ์พันธุ์ปลาในอ่างเก็บน้ำ ความหลากหลายทาง ชีวภาพของแพลงก์ตอนในอ่างเก็บ โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกในการอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ผลการศึกษาพบว่า ป่าเบญจพรรณบริเวณเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีจำนวนพันธุ์ไม้ที่พบ ทั้งหมดอย่างน้อย 55 ชนิด โดยมีลักษณะสังคมพืชที่มีไม้สักเป็นไม้เด่นอยู่ 2 ลักษณะ คือ สังคมพืชที่มีไม้รัง เด่น และสังคมพืชที่มีไม้ง้าวเด่น ทั้งนี้ ลักษณะของสังคมพืชที่มีไม้เด่นต่างกันทั้งลักษณะมีความสูงของชั้น เรือนยอดอยู่ระหว่าง2-45 เมตร โดยพันธุ์ไม้ที่พบมาก ได้แก่ สักยมหิน ประดู่ เสี้ยวปำา กระพี้จั่น แดง ตะแบก ตะคร้อ ตุ้มกว้าว และปอยาบ เป็นต้น โดยจากการศึกษาในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่า ไม้สักมีค่าความอุดมสมบูรณ์ฉลี่ยสูงสุด คือ 25.14 ต้นไร่ รองลงมาได้แก่ ยมหิน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.62 ต้นไร่ ส่วนพันธุ์ไม้ที่เหลือมีค่าต่ำกว่า 10 ต้นไรในส่วนของค่าความเด่น พบว่า ไม้สักมีค่าความเด่น สัมพัทธ์เฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 66.05% ส่วนยมหิน และประดู่ มีคำความเด่นสัมพัทธ์เท่ากับ 7.94% และ 6.64% ตามลำดับ ส่วนพันธุ์ไม้ชนิดอื่นที่เหลือมีค่าความเด่นต่ำมาก ได้แก่ แดงตีนนก กระพี้จั่น นวล ตะแบก งิ้วปำา เสี้ยวปำ ปอยาบ เป็นต้น จากตัวอย่างเห็ดราที่เก็บได้จำนวนทั้งสิ้น 54 ตัวอย่าง โดยเห็ดที่พบมากที่สุด คือ ขนมตาล ตามปา ไผ่ ประมาณ 12 จุด กรวยทองตะกู ประมาณ 7 จุด หูหนูสวย ประมาณ 6 จุด ถ้วยรังนก ประมาณ 5 จุด และพัดใบลาน ประมาณ 4 จุด ซึ่งเห็ดเหล่านี้มักจะพบในบริเวณปำาดิบขึ้นเป็นส่วนมาก และเมื่อนำมาคัด แยกให้ได้เส้นใยบริสุทธิ์สามารถคัดแยกได้ทั้งสิ้น 24 ไอโซเลต จากการศึกษาความหลากหลายของเอนไซม์ สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลายสารอินทรีย์ 4 ชนิดในธรรมชาติ คือเอนไซม์ Amylase, Cellulase, Protease และ Lipase พบว่าเห็ดราที่คัดแยกได้สามารถสร้าง Hydrolyic enzyme ทั้ง 4 ชนิด นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีเชื้อตัวใดเลยที่ไม่สามารถสร้างเอนไซม์ได้ใน 4 ชนิดดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเชื้อสามารถ สร้างเอนไซม์ Cellulase และ Lipase บนอาหารทดสอบมากที่สุด รองลงมาคือ Protease และ Amylase ตามลำดับ พื้นที่เขื่อนสิริกิตติ์เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งของสมุนไพรที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ ทางการแพทย์ได้การศึกษานี้เป็นการเพื่อประเมินฤทธิ์ของสารสกัดสมุนไพรในเขตพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ต่อ เอนไซม์ที่เกี่ยวช้องกับโรคที่เกิดจากความเสื่อม ได้แก่ ฤทธิ์ต้น acey/cholinesterase ฤทธิ์ต้น androgen และฤทธิ์ต้น PDE-5 โดยเป็นการประเมินฤทธิ์ในหลอดทดลองเทียบกับสารมาตรฐาน จาก การศึกษาสมุนไพรที่มีการใช้พื้นบ้านที่น่าสนใจจำนวน 11 ตัวอย่าง พบว่า ไม่มีสารสกัดใดมีฤทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์ AChE ในขณะที่ สารสกัดเอทานอลจากพืชตระกูลชิงที่ไม่ทราบรีอ แสคงฤทธิ์ยับยั้งฮอนโมน androgen สูงกว่าสารมาตรฐานที่ความเข้มชั่นเดียวกัน สำหรับฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ PDE5 บว่า สารสกัดเอ ทานอลจากเต็งจิก และ ติ้วขน สามารถยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวได้ดีจึงเป็นที่น่าสนใจที่จะนำสารสกัดจากเต็ง จิกและติ้วขนนี้ไปศึกษาต่อไปจากการสำรวจและศึกษาอนุกรมวิธานพรรณพืชวงศ์ชิง ที่พบในบริเวณ 6 เส้นทาง ในเขตพื้นที่ปก ปักพันธุกรรมพืช ฒพ สธ.- เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ในระหว่าง เดือน ตุลาคม 2553 ถึงเดือน ตุลาคม 2554 จากการศึกษาและเก็บตัวอย่างพืชวงศ์ชิงได้ทั้งหมด 6 สกุล 13 ชนิด ได้แก่ สกุลกระชาย (Boesenbercia) 1 ชนิด คือ กระชายป่า (8. rotunda (L.) Manst.) สกุลว่านเปราะทอง (Cornukaemptecia) 1 ชนิด คือ Cor. aurentiflore Mood &Larsen สกุลกระเจียว (Curcuma) 2 ชนิด คือ กระเจียวขาว (C. parviflora Wall.) และ Curcuma sp. สกุลเปราะ (Kaempferia) คือ ว่านหาวนอน (K. rotunda L.) สกุลดอก เข้าพรรษา (Globba) 5 ชนิด คือ Globba leata, G. nuda K. Lar.w. G. schomburgki , Globbe sp.1 และ Globbe sp.2 สุดท้ายคื สกุลขิง (Zingiber) พบ 3 ชนิด ได้แก่ Z. mekongense Z. zurumbet (L.)Sm. และ Zingiber sp.จากการสำรวจกล้วยไม้ป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติพื้นที่เชื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์โดยใช้ เครื่องมือซี้พิกัดจากดาวเที่ยมหรือGPS (Global Positional System) 6 เส้นทางพบกล้วยไม้ป่าจำนวน 23 ชนิด เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย 17 ชนิด กล้วยไม้ดิน 6 ชนิด จัดจำแนกอยู่ใน 13 เส้นทางที่ 2พบกล้วยไม้ 7 สกุล เส้นทางที่ 3 พบกล้วยไม้ 8 สกุล เส้นทางที่ 4 พบกล้วยไม้ 8 สกุล เส้นทางที่ 5 พบกล้วยไม้ 8 สกุล เส้นทางที่ 6 พบกล้วยไม้ 4 สกุล จากการนำผักกล้วยไม้เอื้องผึ้งอายุ 8 เดือน มาเพาะเมล็ดในสภาพปลอด เชื้อพบว่าเมล็ดกล้วยไม้เอื้องผึ้งสามารถพัฒนาและเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนได้ในระยะเวลา 3 เดือน ใน อาหารเพาะเมล็ดสูตร Modified Vacin and Went (1949) จากการศึกษาการเจริญเติบโตสูตรอาหารที่ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้เอื้องผึ้ง (Pencrobiumlincleni Steud )โดยใช้สู ตรอาหาร Modified Vacin and Went (1949) ปุยกล้วยไม้ละลายช้สูตร 16-8-1 2+1 2%MgO และปุยกล้วยไม้สูตร 13-26-7+1.5%M90 ในระดับความเข้มข้นต่างๆในอาหารเลี้ยงต้นอ่อนกล้วยไม้เอื้องผึ้งในสภาพปลอดเชื้อพบว่าการใช้ปุยกล้วยไม้ละลายช้สูตร 16-8-12+2%Mao 2 กรัมมีผลต่อการเจริญเติบโตทางด้านความสูง จำนวนใบ จำนวนราก และจำวนวนหน่อมากที่สุค รองลงมาคือการใช้ปุยกล้วยไม้สูตร 13-26- 7+1.5%Mg02กรัม ปุยกล้วยไม้ละลายช้ำสูตร 16-8-1 2+2%Mg0 1 กรัม ปุยกล้วยไม้สูตร 13-26- 7+1.5%Mg0 1 กรัม และน้อยที่สุดคือ สูตรอาหาร Vผ ตามลำดับ ดังนั้นสูตรอาหารที่มีเหมาะสมในการ ขยายพันธุ์กล้วยไม้เอื้องผึ้งคือสูตรอาหารที่ใช้ปุยกล้วยไม้ละลายช้สูตร 16-8-1 2+2%M.g9 2 กรัม จากการเลี้ยงเอมบริโอของชิงแม่โขงโดยฟอกฆ่าเชื้อเมล็ดด้วย สารละลายคลอร็อกฐ์ เข้มข้น 15% (ปริมาตร/ปริมาตร ฟอกฆ่าเชื้อเป็นเวลา 20 นาที และแยกเอาเอมบริโอมาวางเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร Murashige แล ะ Skoog (MS) (1962) เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า เอมบริโอมีการพัฒนาการเกิดเป็นต้น อ่อน 61% เกิดแคลถัส 9 % และเอมบริโอที่ไม่มีกรพัฒนาการคิดเป็น 30 % จากนั้นหาสูตรอาหารที่ เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนยอดของชิงแม่โขง พบว่า อาหารสูตรที่ดีที่สุดในการชักนำให้เกิดยอดคือ อาหารสูตร MS (1962) ที่เติม Kn ความเช้มชั่น 2.0 ยอดต่อชิ้นส่วน รวมทั้งจำนวนรากเฉลี่ย จำนวนใบ เฉลี่ยสูงสุดด้วย ส่วนสูตรควบคุม ชักนำให้เกิดความสูงยอดมากที่สุดคือ 9.0 ซม. การทคลองผลของสมดุล ออกซินร่วมกับไซโตไคนินพบว่า อาหารสูตร MS (1962) ที่เติม Kn ความเข้มข้น 2.0 mg/ ชักนำให้มี จำนวนยอดมากที่สุด 1.73 ยอดต่อชิ้นส่วน และอาหารสูตร MS (1962) ที่เติม NAA ความเช้มข้น 2.0 mg/ ชักนำให้มีจำนวนรากได้มากที่สุด 18.32 รากต่อชิ้นส่วนจากการศึกษาในเขตพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช เขื่อนสิริกิติ์ สามารถเก็บตัวอย่างไม้ยืนต้นได้ 90 ตัวอย่าง จำแนกเป็นวงศ์ได้ 36 วงศ์ พบสารสกัดเมทนอลมีแถบอัลริลเทตราลินลิกแนนจากพืช 29 วงศ์ พบสารอัลดริลูเทตราลินลิกแนนในสารสกัดเปลือก 26 ตัวอย่าง สารสกัดใบ 18 ตัวอย่าง และ สารสกัดกิ่ง 17 ตัวอย่าง จากผลการทดสอบฤทธิ์ในการต้นการเจริญของเชื้อแบคที่เรีย สารปฏิชีวนะมีฤทธิ์ในการ ต้านเชื้อแบคที่เรียพบว่า Kanamycin สามารถต้นการเจริญของเชื้อ Xoryzicola py orvzicola, E.col, 8.subtilis ได้มีค่า ZI เท่ากับ 1.1 1.9 และ 0.9 เซนติเมตรตามลำดับ Ampicilin สามารถต้านการเจริญของ เชื้อ E.coli และ 8. subtils ได้มีค่า 2เ เท่ากับ 12 และ 0.5 เซนติเมตรตามลำดับ Penicilin สามารถต้น การเจริญของเชื้อ 8. subtilis เท่านั้นซึ่งมีค่าของวงใสเท่ากับ 0.5 เซนติเมตร สารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ในการ ต้านเชื้อ X.oxzicola Dx onzicola นั้นสารสกัคจากกิ่งดีหมีสามารถต้านได้ดีที่สุด มีค่า Z/ เท่ากับ 1.0 เซนติเมตร รองลงมาคือสารสกัดจากกิ่งเป้หลวง สารสกัดจากใบเต็งหนาม และสารสกัดใบปอนก (ปอ ยาบ) มีค่า 0.9 เซนติเมตร สารสกัดจากเปลือกปีบ มีค่าวงใส 0.8 เซนติเมตร สารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ในการ ต้นเชื้อ E.col พบว่าสารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ในการต้นเชื้อได้ดีที่สุดคือ เปลือกหมีเหม็น และใบกฤษณา รองลงมาคือ เปลือกป และเปลือกแคฝอย ซึ่งมีค่า ZI เท่ากับ 1.2 1.1 และ 1.0 เซนติเมตร ตามลำดับสาร สกัดไม้ยืนต้นที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อ และ 8.subtiis ได้ดีที่สุดคือสารสกัดจากกิ่งปอสา ใบตะค้อ มีค่า Z เท่ากับ 14 และ 1.3 เซนติมตร เปลือกพุทราป้า และกิ่งปอนก มีค่าวงใสเท่ากับ 1.1 เซนติเมตร สารสกัด จากไม้ยืนต้นที่ไม่สามารถต้นการเจริญของเชื้อได้เลยคือ สารสกัดเปลือกบันไดลิงสารสกัดใบตีนเป็ดปาสารสกัดเปลือกตะค้อ สารสกัดใบดีหมี สารสกัดเปลือก ใบ และกิ่งตะขบปา สารสกัดเปลือกตูมกา สาร สกัดเปลือกมะน้อด สารสกัดเปลือก และใบหว้า และสารสกัดกิ่งแสม จากการสำรวจชนิดพันธุ์กล้วยไม้ดินในพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช อุพ,สธ-เขื่อนสิริกิติ์ การไฟฟ้ ฝ่ายผลิต จังหวัดอุตรดิตถ์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2553 ถึงเดือนกันยายน 2554 ตามเส้นทางศึกษา ธรรมชาติ 6 เส้นทาง พบกล้วยไม้ดินจำนวนทั้งสิ้น 6 สกุล 16 ชนิด โดยพบกล้วยไม้ดินสกุล Habenaria มากที่สุดถึง 7 ชนิด รองลงมาได้แก่ สกุล Geedorum สกุลละ 3 ชนิด Eulophia และ Liparis สกุลละ 2 ชนิด และ Nevilia และ Perist/lus สกุลละ 1 ชนิด ตามลำดับ และจากการศึกษากระบวนการงอกและ พัฒนาการของเมล็ดกล้วยไม้ดินหมูกลิ้งในสภาพปลอดเชื้อ โดยนำเมล็ดที่ได้จากฝักอายุ 3 และ 5 สัปดาห์ หลังการผสมเกสร มาเพาะบนอาหารกึ่งแข็งดัดแปลงสูตร Vacin and Went (/V) 1949 ที่เติมน้ำมะพร้ว 150 mIl น้ำตาลซุโครส 20 g/แ และมันฝรั่ง 50 9/ จากนั้นนำมาเลี้ยงในสภาวะที่ได้รับแสงแตกต่างกัน ใน ห้องที่มีอุณหภูมิ 25+2 องศาเซลเซียส สังเกตและบันทึกกระบวนการงอกและการเจริญเติบโตของเมล็ด กล้วยไม้หมูกลิ้ง ตั้งแต่เอมบริโอเริ่มพองบวมจนถึงพัฒนาเป็นต้นใหม่ พบว่า เมล็ดกล้วยไม้หมูลกิ้ง อายุ 3 และ 5 สัปดาห์ ที่งอกในสภาวะที่ได้รับแสงแตกต่างกันจะสามารถพัฒนาเกิดเป็นโปรโตคอร์ม เหง้า และต้น อ่อนได้ในระยะเวลาประมาณ 24 สัปดาห์ ซึ่งต้นอ่อนที่ได้นี้สามารถนำไปใช้เป็นชิ้นสวนเริ่มต้นสำหรับ การศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต่อไปความหลากหลายของแมลงในพื้นที่เชื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ทำการสำรวจใน 2 ช่วงฤดูคือใน ระหว่างวันที่ 27 - 28 มกราคม พ.ศ. 2554 และ วันที่ 21 - 22 เมษายน W.ศ. 2554 พร้อมบันทึกข้อมูล ด้วยเครื่องมือวัดพิกัดบนพื้นโลก (Geographic Position System: GPS) เพื่อจัดทำแผนที่การกระจายตัว ของแมลงที่พบในพื้นที่ศึกษาจากผลการสำรวจพบว่า แมลงที่พบมากที่สุดได้แก่ 1. Order Lepidoptera มี ทั้งหมด 15 ชนิด 3 วงศ์ ได้แก่ Pieridae, Danaidae, แล:Hespenidae 2. Order Hemiptera มีทั้งหมด 6 ชนิด 5 วงศ์ ได้แก่ Hydrometridae, Pymhocoridae, Cydnidae, Pentatomidae และ Gerridae และ Order Orthoptera มีทั้งหมด 6 ชนิด 6 วงศ์ ได้แก่ Tetrigidae, Gryllidae, Acrididae, Phasmatidae, Grllacididae และ Tetigonidae 3. Order Hymenoptera มีทั้งหมด 5 ชนิด 3 วงศ์ ได้แก่ Formicidae, Apidae และ Braconidae 4. Order Diptera มีทั้งหมด 3 ชนิด 3 วงศ์ ได้แก่ Tephitidae, Culicidae และ Tachinidae 5. Order Odonata มีทั้งหมด 2 ชนิด 2 วงศ์ ได้แก่ Dragonfies และ Damselflies. Order Coleoptera มีทั้งหมด 2 ชนิด 2 วงศ์ ได้แก่ Bupresticdae และ Chrysomelidae และ Order Araneae มี ทั้งหมด 2 ชนิด 6. Order Isoptera มีทั้งหมด 1 ชนิด Order Neuroptera มีทั้งหมด 1 ชนิด 1 วงศ์ ได้แก่ Chrysopidae และ Order Homotera มีทั้งหมด 1 ชนิด 1 วงศ์ ได้แก่ PsyIlidae อย่างไรก็ตามจำนวนชนิด (habitat ของแมลงภายในพื้นที่ต่างๆจะขึ้นอยู่กับลักษณะดังต่อไปนี้คือ 1. ความสม่ำเสมอของพื้นที่ heterogeneity) 2. ลักษณะโครงสร้างของพืช (plant architecture) 3. สารเคมีที่พืชสร้างขึ้น (plantความหลากหลายของแมลงในพื้นที่เชื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ทำการสำรวจใน 2 ช่วงฤดูคือใน ระหว่างวันที่ 27 - 28 มกราคม พ.ศ. 2554 และ วันที่ 21 - 22 เมษายน W.ศ. 2554 พร้อมบันทึกข้อมูล ด้วยเครื่องมือวัดพิกัดบนพื้นโลก (Geographic Position System: GPS) เพื่อจัดทำแผนที่การกระจายตัว ของแมลงที่พบในพื้นที่ศึกษาจากผลการสำรวจพบว่า แมลงที่พบมากที่สุดได้แก่ 1. Order Lepidoptera มี ทั้งหมด 15 ชนิด 3 วงศ์ ได้แก่ Pieridae, Danaidae, แล:Hespenidae 2. Order Hemiptera มีทั้งหมด 6 ชนิด 5 วงศ์ ได้แก่ Hydrometridae, Pymhocoridae, Cydnidae, Pentatomidae และ Gerridae และ Order Orthoptera มีทั้งหมด 6 ชนิด 6 วงศ์ ได้แก่ Tetrigidae, Gryllidae, Acrididae, Phasmatidae, Grllacididae และ Tetigonidae 3. Order Hymenoptera มีทั้งหมด 5 ชนิด 3 วงศ์ ได้แก่ Formicidae, Apidae และ Braconidae 4. Order Diptera มีทั้งหมด 3 ชนิด 3 วงศ์ ได้แก่ Tephitidae, Culicidae และ Tachinidae 5. Order Odonata มีทั้งหมด 2 ชนิด 2 วงศ์ ได้แก่ Dragonfies และ Damselflies. Order Coleoptera มีทั้งหมด 2 ชนิด 2 วงศ์ ได้แก่ Bupresticdae และ Chrysomelidae และ Order Araneae มี ทั้งหมด 2 ชนิด 6. Order Isoptera มีทั้งหมด 1 ชนิด Order Neuroptera มีทั้งหมด 1 ชนิด 1 วงศ์ ได้แก่ Chrysopidae และ Order Homotera มีทั้งหมด 1 ชนิด 1 วงศ์ ได้แก่ PsyIlidae อย่างไรก็ตามจำนวนชนิด (habitat ของแมลงภายในพื้นที่ต่างๆจะขึ้นอยู่กับลักษณะดังต่อไปนี้คือ 1. ความสม่ำเสมอของพื้นที่ heterogeneity) 2. ลักษณะโครงสร้างของพืช (plant architecture) 3. สารเคมีที่พืชสร้างขึ้น (plantchemistry) 4. ความชุกชุมของจำนวนพื้นที่ (habitat abundance) 5. ขนาดของพื้นที่และการแยกออกจาก กันของพื้นที่ (habitat size and isolation) และ 6. Longitude and altitude การศึกษาความหลากหลายของนกในเขื่อนสิริกิติ์ พื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก พระราชดำริฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีนั้นยังน้อยมาก เพื่อศึกษาความหลากหลาย ความชุกชุมของนก ทำการสำรวจนกในเวลาเช้าตรู่ (06.00-10.00 น.) และช่วงบ่าย (17.00-18.00น.) ด้วย กล้องสองตา (10x35) และกล้องเทเฏสโคปขนาด 20-40 เท่า โดยวิธี point-count จำกัดรัศมีที่ 50 เมตร ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553 ถึงกันยายน พ.ศ. 2554 ใน 6 เส้นทางที่มีความยาวตั้งแต่ 800-1,700 เมตร ซึ่งประกอบด้วยปเต็งรัง บำเบญจพรรณ และพื้นที่ที่ทำการเขื่อนฯ บันทึกจำนวนรายตัวของนก ชื่อ วิทยาศาสตร์ตาม Lekagul and Round (1991) ความชุกชุมพิจารณาที่ความถี่ที่พบและจำนวนรายตัวซึ่ง จัดเป็น 5 กลุ่มคือ ตาม Bibby et al. 1998 คือ ชุกชุมมาก ชุกชุม พบบ่อย พบไม่บ่อย และหายาก ผลการ สำรวจพบ 92 ชนิด เป็นนกอพยพ 19 ชนิด สัดส่วนของนกชุกชุมมากและพบบ่อยมาก รวมกันเป็น 72% นกที่ชุกชุมมากห้าอันดับแรกคือ นกแอ่นพง (Artamus fuscus) นกกา (Corvus macrortunchos) นก เอี้ยงสาริกา (Actidothes triis) นกแอ่นตาล (Cupsiurus balasiensis) และนกปรอดสวน (Pycnonotus blanfercl) ซึ่งมักรวมฝูงกัน 10-60 ตัว และนกเหล่านี้พบชุกชุมมากตามเขตเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม นก ที่เหลือเป็นนกพบบ่อย มี 28 % เป็นกลุ่มที่ไม่ทนต่อสังคมเมือง และมักพบตามปาธรรมชาติซึ่งพบเห็นเป็น บ างค รั้ง Black-headed Woodpecker, Picus erythropygius and Euresian Jay, Garrulusglandarius wบเพียงครั้งเดียว ความหลากหลายรายเดือนตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ถึง กันยายน อยู่ในช่วง 2.429-3.518 ผลการศึกษาครั้งนี้แปรผลได้ว่าควรมีการรักษาและปลูกปัาธรรมชาติมากขึ้น เพื่อเพิ่ม คุณภาพพื้นที่อาศัยให้กับนก การศึกษาความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของพืชวงศ์กลอย ในพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืช อุพ.สธ.- เขื่อนสิริกิติ์ การไฟฟ้าฝายผลิต จังหวัดอุตรดิตถ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชนิด พันธุ์ และนิเวศวิทยา โดยการสำรวจและเก็บตัวอย่างพืช ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2553 ถึงเดือนกันยายน 2554 ผลการศึกษาพบพืชวงศ์กลอยทั้งสิ้น 1 สกุล 9 ชนิด 10 สายพันธุ์ ได้แก่ มันเลือด (Dioscorea alata), กลิ้งกลางดง (D. bulbitera), มันหนอนใบเกลี้ยง (D. craibiana), มันตึ่ง (D. decipiens), มันมือเสือ (D. esculenta) มันดง (D. glabra), กถ อย (D. hispida var, hispida), กถอยเขา (D. hispide var. neoscaphoides มันอียาง (D. membranacea) และมันคั้นขาว (D. pentaphylla) โดยพันธุ์พืชวงศ์กลอย ที่พบทั้งหมดเป็นพืชลั่มลุก มีหัวใต้ดิน (tuber) หรือเหง้า (rhizome) สะสมอาหารไว้เพื่อที่จะสามารถ เจริญเติบโตและแตกลำตันขึ้นใหม่ในแต่ละปี ชนิดพันธุ์ส่วนใหญ่พบกระจายในบริเวณป้าเบญจพรรณ ป่า เต็งรังและปาดิบแล้ง โดยชนิดพันธุ์ที่พบบ่อยในพื้นที่ได้แก่ กลอย กลิ้งกลางดง และมันดง ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าพันธุ์พืชบางชนิดอยู่ในระยะหน่ออ่อนหรือกล้ำไม่ขนาดเล็ก ที่ยังไม่ออกดอกและติดผลจากการศึกษาการจัดทำโครงการจำทำฐานข้อมูลภูมิสารสรเทศด้านการใช้ประโยชน์ทรัพยากร พรรณพืชของชุมชน ในปัจจุบันหมู่บ้านท้ายเขื่อนนี้มีประชากร 64 ครัวเรือน รวม 216 คน อาชีพส่วนใหญ่ ของชาวบ้านคืออาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ทำสวน การทำงานรับจ้างของชาวบ้นท้ายเขื่อนนี้มี 2 ลักษณะ ได้แก่1)รับจ้างประจำกับเขื่อนสิริกิ ด้วยการเป็นแรงงานในเขื่อนและ 2) รับจ้างตามฤดูกาล โดย ชาวบ้านประเมินว่ารายได้จากการเก็บของป่น่จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อปี การใช้ประโยชน์ ทรัพยากรพรรณพืชของชุมชนบ้านท้ายเขื่อน พบว่า มีจำนวนชนิดพรรณพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด 37 ชนิด จำแนกการใช้ประโยชน์ได้ 6 ด้าน การใช้ประโยชน์ทรัพยากรพรรณพืชของชุมชนมุ่งเน้นไปเพื่อการยัง ชีพเป็นหลัก มากกว่าเน้นการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ ในส่วนของการอภิปรายผลสำหรับประเด็นการเก็บ ของบำาส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและความสัมพันธ์ในชุมชน และความมั่นคงด้านอาหารของหมู่บ้าน รวมถึงการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของหมู่บ้าน สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 1) ของปัาต่อความมั่นคงค้านเศรษฐกิจของชุมชน 2) ความมั่นคงของสถาบัน ครอบครัวและความสัมพันธ์ในชุมชน 3)การเก็บของปาสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของหมู่บ้านความหลากหลายของพรรณไม้พื้นล่างในพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (อุพ.สธ.) เชื่อนสิริกิติ์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ครั้งนี้ ได้ ดำเนินการสำรวจ 5 ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เดือนมกราคม เมษายน มิถุนายน และกันยายน พ.ศ. 2554 ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 6 เส้นทาง รวมระยะทาง 6.1 กิโลเมตร ที่ความสูงจาก ระดับน้ำทะเลปานกลาง 140-400 เมตร เก็บตัวอย่างเพื่อทำตัวอย่างพันธุ์ไม้แห้ง ไว้ที่ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ถ่ายภาพพืชที่พบ ขณะออกดอกและผล พบไม้พื้นล่างจำนวน 160 ชนิด เป็นพืชดอกใบเลี้ยงเดี่ยว จำนวน 41 ชนิด จาก 6 วงศ์ ใบเลี้ยงคู่ 113 ชนิด จาก 34 วงศ์ เฟิน 6 ชนิด 4 วงศ์ จากบางชนิดพบได้ไม่บ่อยและพบเพียงในส้นทางเดียว เป็นต้นจากการศึกษาความหลากหลายของชนิดและพันธุ์ปลา ในพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอัน เนื่องมาจากพระราชดำริฯ เชื่อนสิริกิติ์ (บริเวณพื้นที่ห้วงาน) จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินการศึกษาในเดือน มกราคม เดือนเมษายน เดือนมิถุนายน และเดือนสิงหาคม 2554 รวม 4 ครั้ง จากจุดเก็บตัวอย่าง 3 จุด เก็บตัวอย่าง พบพันธุ์ปลารวมทั้งสิ้น 41 ชนิด 13 ครอบครัว ส่วนใหญ่พบเป็นครอบครัวปลาตะเพียน จำนวน 23 ชนิด รองลงมาเป็นครอบครัวปลานิล ปลาสวาย ปลากด ส่วนครอบครัวที่พบน้อยที่สุดเป็น ครอบครัวปลาแป้นแก้ว ปลากระทุงเหว ปลาจาระเม็ดน้ำจืด ปลาบู่ทราย ปลากระทิง ปลาหมอช้งเหยียบ ปลากราย ปลาปักเป้า แล:ปลาเสือพ่นน้ำ โดยเป็นกลุ่มปลาเกล็ด จำนวน 35 ชนิด และเป็นกลุ่มปลาหนัง จำนวน 6 ชนิด ในจำนวนนี้พบเป็นปลาต่างถิ่น (Alien species) จำนวน 4 ชนิด คือ ปลานิล (Oreochromis nioticus)ปลาหมอบัตเตอร์ (Tilapia buttikofer) ปลาหมอเทศข้างลาย (Oreochromis aureus) และปลาจาระเม็ดน้ำจืด (Piaractus prachypomus) จากการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ พบคุณภาพ น้ำมีดัชนีซีวัดอยู่ในเกณฑ์ปกติการศึกษาความหลากหลายทงชีวภาพพของแพลงก์ตอนพืชในพื้นที่เขื่อนสิริกิส์จังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชฯ สุดาสยามบรม ราชกุมารี ระยะทาง 1 กิโลเมตร โดยทำการเก็บตัวอย่าง 3 ครั้ง ในวันที่ 27 มกราคม, 21 เมษายน และ 16 มิถุนายน 2554 จากกรวิเคราะห์ และจำแนกชนิด แพลงก์ตอนพืชจากการเก็บตัวอย่างโดยใช้ถุงกรอง แพลงก์ตอนขนาด 20 ไมโครเมตร พบแพลงก์ตอนพืชจำนวนทั้งสิ้น 3 ดูวิชัน (Division) 6 ชั้น (Class) 11 อันดับ (Order) 15 วงศ์ (Familv) 17 สกุล (Genus) 21 ชนิด (Species) โดยแพลงก์ตอนชนิดเด่นที่พบ แพร่กระจายปกคลุมบริเวณพื้นท้องน้ำจำนวนมาก คือ Rhizgclonium sp. และจากการประเมินคุณภาพ น้ำจากชนิดของแพลงก์ตอนพืชตามเกณฑ์ AARL-PP score จากการแพร่กระจายของแพลงก์ตอนพืชชนิด Rhizoclenium sp. และ Staurastrum sp. พบว่า คุณภาพน้ำในแม่น้ำน่านในพื้นที่เช็อนสิริกิต์ บริเวณพื้นที่ โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชฯ มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี (clean) แต่มีสารอาหารต่ำ (oligotrophic status) ไม่เหมาะสมในการใช้เป็นแหล่งเพาะ เละอนุบาลลูกปลาน้ำจืดทุกชนิด แต่เหมาะสมกับการ ดำรงชีวิตของปลากินพืช เนื้องจากบริเวณนี้มีการแพร่กระจายของสาหร่าย Rhizgclonium sp. ซึ่งเป็น อาหารสำหรับปลากินพืชจำนวนมากโครงการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถิ่ ภายใต้ชื่อ "ค่ายเยาวชนรักษ์ทรัพย์" ร่วมกับการไฟฟ้ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มี เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 71 คน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จาก โรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบเขื่อนสิริกิติ์ 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านป ากปาด โรงเรียนน้ำปาดชนูปถัมภ์ โรงเรียนบ้านห้วยไคร้ และโรงเรียนชุมชนบ้านนากล้ำ โดยมีกิจกรรมหลักที่ใช้ดำเนินการตลอดระยะเวลา ของการจัดค่ายเยาวชนรักษัทรัพย์ ซึ่งสอดแทรกทั้งเนื้อหาทางวิชาการ ความรู้จากการถ่ายทอด ประสบการณ์ของวิทยากร การให้ลงมือปฏิบัติจริง และการนำเอาเกมส์ หรือการละเล่นเข้ามาสร้างสีสัน สำหรับผลการดำเนินกิจกรรม พบว่า บรรตามวัตถุประสงค์กิจกรรมในทุกๆ กิจกรรม และจากการรับฟัง ข้อเสนอแนะ และข้อคิดเห็นจากเยาวชนชาวค่าย พบว่า ส่วนใหญ่ น้องๆ สะท้อนความคิด ความรู้สึกด้าน บวกที่มีต่อโครงการฯ และเขื่อนสิริกิติ์สถานที่จัดกิจกรรม และต่างก็มีมุมมองที่ดีด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช