มาตรฐานความอยู่สบายของที่อยู่อาศัยและชุมชนฃเพื่อการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยกระบวนการมีส่วนร่วม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อโครงการศึกษามาตรฐานความอยู่สบายของที่อยู่อาศัยและชุมชน เพื่อการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยกระบวนการมีส่วนร่วมนี้ เกิดจากดำริของการเคหะแห่งชาติที่มีหน้าที่หนึ่งในการพัฒนามาตรฐานที่อยู่อาศัยของประเทศให้ดียิ่งขึ้น เป็นโครงการนำร่องการพัฒนามาตรฐานจากชุมชนที่มีความอยู่สบายจริงในประเทศไทย โดยใช้พื้นที่ริมแควอ้อม จังหวัดสมุทรสงครามเป็นกรณีศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดจากโครงการจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองสมุทรสงครามแบบมีส่วนร่วม ที่การเคหะแห่งชาติได้มอบหมายให้ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการเมื่อ พ.ศ. 2552 จนเกิดเป็นภาคีเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสมุทรสงครามที่ทำงานเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาที่อยู่อาศัยในสมุทรสงครามมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี การศึกษานี้จึงเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนามาตรฐานที่อยู่อาศัยโดยการประสานความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความรู้ที่มีรากฐานมาจากต่างประเทศเป็นครั้งแรก ชุมชนริมแควอ้อมคือพื้นที่ 2 ฝั่งของแควอ้อม ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดสมุทรสงคราม ในพื้นที่อำเภอบางคนทีและอำเภออัมพวา ตั้งแต่ปากคลองด้านแม่น้ำแม่กลองไปยังสุดเขตจังหวัดที่บริเวณวัดแก้วเจริญ เป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล มีที่อยู่อาศัยในพื้นที่ศึกษา 3,201 หลังคาเรือน มีประชากร 9,888 คน เป็นชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานมานานและยังสามารถสืบทอดรักษาภูมิปัญญาการตั้งถิ่นฐานของบรรพบุรุษได้จนปัจจุบัน แควอ้อมเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญไปยังราชบุรีทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นที่ตั้งของค่ายบางกุ้ง มีวัดเก่าแก่ตั้งอยู่มากถึง 11 วัด เป็นเส้นทางเสด็จประพาสต้น มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติระบบนิเวศน์สามน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ด้านวัฒนธรรม มีเรือนไทยประเพณี และเรือนพื้นถิ่นตั้งอยู่มาก มีวิถีชีวิตแบบชุมชนริมน้ำ มีความเป็นเครือญาติ ชาวแควอ้อมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพชาวสวนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจนมีฐานะดี และเห็นคุณค่าของความอยู่สบายในชุมชนของตน มีผู้นำชุมชนที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมไว้ กระบวนการศึกษาเป็นการศึกษาโดยกระบวนการมีส่วนร่วมคู่ขนานไปกับการศึกษาเชิงวิชาการ ในระยะเวลาศึกษา 9 เดือนโดยเริ่มจากการสร้างและขยายภาคีเครือข่ายฯให้ครบทุกภาคส่วน ครอบคลุมคนทุกรุ่น รวมทั้ง กศน. เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นคู่ขนานกันไป กระบวนการศึกษาแบบมีส่วนร่วมแบ่งได้เป็น 12 ขั้นตอน ตั้งแต่การศึกษาปัจจัยความอยู่สบายจากปราชญ์และครูภูมิปัญญาท้องถิ่น การประกวดภาพวาดและเรียงความจากนักเรียน การเสวนาในงานเปิดตัวที่มีภาคีฯ เข้าร่วมมากกว่า 100 คน การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 1 การร่วมสำรวจภาพรวมของชุมชนริมแควอ้อม และถ่ายภาพบ้านเรือนกว่า 2,000 ภาพ มาต่อกันจนเห็นภูมิทัศน์ชุมชน การศึกษาดูงานครั้งที่ 1 ใน 3 ชุมชนในกรุงเทพมหานครและนครปฐม พัฒนามาตรฐานเบื้องต้นและนำมาตรฐานไปเสนอในการประชุมผู้เชี่ยวชาญครั้งที่ 1 จากนั้นทำการศึกษาเชิงลึก ในการประชุมเชิงปฏิบัติการระยะที่ 2 ศึกษาบ้านกรณีศึกษาจำนวน 32 กรณี วิเคราะห์จำแนกบ้านเป็น 4 ประเภท คือ เรือนไทย เรือนพื้นถิ่นประเภทที่อยู่อาศัยและร้านค้า และบ้านสมัยใหม่ และแบ่งชุมชนเป็น 3 ประเภท คือ ชุมชนหนาแน่นปากคลอง ชุมชนชาวสวนช่วงกลางคลอง และชุมชนการค้าเก่าย่านวัดแก้วเจริญ ถอดรหัสปัจจัยที่ทำให้เกิดความอยู่สบายออกมาเป็น 6 หมวด โดยอาศัยแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นหลัก คือ (1) สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ (2) สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (ที่มนุษย์สร้างขึ้น) (3) ด้านสังคม และวัฒนธรรม (3) ด้านเศรษฐกิจและการเงิน (5) ด้านการบริหารจัดการ และ ด้านที่ (6) ด้านการเรียนรู้และพัฒนา จากนั้นได้ยกร่างมาตรฐานฯครั้งที่ 2 จัดการดูงานครั้งที่ 2 ใน 4 ชุมชนที่อยุธยา นครสวรรค์ และอุทัยธานี ทำการทดสอบมาตรฐานโดยการวัดเปรียบเทียบความอยู่สบายระหว่างชุมชนริมแควอ้อมกับชุมชนที่ดูงาน จัดการประชุมปฏิบัติการระยะที่ 3 การร่วมวิเคราะห์มาตรฐานฯที่ยกร่างขึ้นทั้งมาตรฐานระดับบ้านและระดับชุมชน นำมาตรฐานฯไปทดสอบกับบ้านและชุมชนริมแควอ้อมในกรณีศึกษาที่เลือกขึ้นใหม่ เป็นบ้าน 16 หลังและชุมชนระดับหมู่บ้าน 3 ชุมชน ปรับปรุงและแปลงมาตรฐานไปเป็นหลักการและแนวทางในการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย แล้วนำมาตรฐานผ่านการสอบทานโดยการประชุมผู้เชี่ยวชาญครั้งที่ 2 ปรับแก้เป็นมาตรฐานฉบับสมบูรณ์ จัดทำคู่มือทั้งระดับบ้านและระดับชุมชน จัดทำสื่อวีดีทัศน์ นำเสนอในการสัมมนาเผยแพร่ผลงาน รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ภาคีเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสมุทรสงครามทุกภาคส่วน ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของการเคหะแห่งชาติ จากกระบวนการ มาตรฐานความอยู่สบายฯนี้จึงได้ผ่านการสอบทานและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆทุกระยะในกระบวนการทั้ง 11 กระบวนการ และยังมีการนำมาตรฐานไปทดสอบก่อนการนำมาสรุปเป็นมาตรฐานฉบับสมบูรณ์ แปลงมาตรฐานไปเป็นหลักการและแนวทางในการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยมาตรฐานความอยู่สบายฉบับสมบูรณ์ที่ได้จากการศึกษาโดยกระบวนการมีส่วนร่วมคู่ขนานกับการศึกษาเชิงวิชาการนี้ แบ่งเป็น (1) มาตรฐานความอยู่สบายของที่อยู่อาศัยและชุมชน: ระดับบ้าน แบ่งออกเป็น 5 หมวด 10 มาตรฐาน 70 ดัชนี และ 211 ตัวชี้วัด แบ่งออกเป็น ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ 35 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ 176 ตัวชี้วัด และ (2) มาตรฐานความอยู่สบายของที่อยู่อาศัยและชุมชน:ระดับชุมชน แบ่งออกเป็น 6 หมวด 22 มาตรฐาน 69 ดัชนี และ 386 ตัวชี้วัด แบ่งออกเป็น ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ 96 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ 290 ตัวชี้วัด โดยความอยู่สบายเกิดจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยต่างๆทั้ง 6 นี้อย่างผสมผสานเป็นองค์รวมมาตรฐานความอยู่สบายฯ ที่ได้จากการศึกษานี้ สามารถนำไปใช้เพื่อการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยได้โดยตรง อย่างมีประสิทธิภาพ เฉพาะในพื้นที่ที่มีบริบทคล้ายคลึงกับกรณีศึกษา สามารถใช้ประเมินระดับความอยู่สบายของบ้านและชุมชนได้ โดยใช้ Rating Scale 5 ระดับ การเคหะแห่งชาติสามารถนำหลักการและแนวทางการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ได้จากการศึกษานี้ไปใช้ได้ และควรมีการศึกษาต่อยอดในพื้นที่ที่มีบริบทแตกต่าง ในชุมชนทุกประเภท ในที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบเพื่อเป็นมาตรฐานที่มีนัยยะทั่วไป ใช้ประกอบกับมาตรฐานเฉพาะพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะที่มีบริบทคล้ายคลึงชุมชนริมแควอ้อม สามารถนำไปใช้เช่นการนำมาตรฐานไปออกเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น และการนำคู่มือที่ได้จากการศึกษานี้ไปเผยแพร่แก่ผู้มาอยู่ใหม่ และสามารถพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อการมีที่อยู่อาศัยและชุมชนอยู่สบายได้ การศึกษามาตรฐานด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมนี้มีประโยชน์มาก ทำให้เกิดมาตรฐานที่ได้จากองค์ความรู้นอกตำราที่สำคัญจำนวนมาก เกิดการจัดการความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น รู้ รัก บ้านเกิด สร้างความตระหนักรู้เรื่องความสำคัญของที่อยู่อาศัยแก่คนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างมาก และทำให้เกิดการเปลี่ยนความคิดสถาปนิกของรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการข้อเสนอแนะจากการศึกษามีดังนี้ (1) ในกระบวนการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคต ควรมีการนำหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เข้าถึง (พื้นที่และชุมชนเดิมก่อน) และพัฒนา โดยต้องดำเนินการในทั้ง 6 มิติขององค์ประกอบความอยู่สบาย (2) ควรมีการศึกษาต่อยอดจากโครงการนี้อีกมาก ได้แก่ การศึกษาเพื่อเพิ่มเติมและยกรับดับความถูกต้องแม่นยำของมาตรฐาน การขยายการศึกษามาตรฐานฯ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ในชุมชนที่มีบริบทและขนาดแตกต่างจากกรณีศึกษานี้ และในที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ จนครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สำคัญ (3) ควรมีการแปลงมาตรฐานไปสู่ข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (4) ควรมีการสร้างความเข้าใจและขยายภาคีเครือข่ายไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่ทำหน้าที่บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย (5) ควรมีการปลูกฝังเรื่องนี้ให้เยาวชนคนรุ่นต่อไป และควรมีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยและชุมชนในทุกระดับและทุกรูปแบบของการศึกษาการที่การเคหะแห่งชาติดำริให้มีการวิจัยนำร่องเป็นต้นแบบของการศึกษามาตรฐานความอยู่สบายของที่อยู่อาศัยและชุมชน จากชุมชนอยู่สบายที่มีอยู่จริงในประเทศไทยโดยกระบวนการมีส่วนร่วมในครั้งนี้ จึงมีคุณูปการยิ่ง ทั้งสำหรับการเคหะแห่งชาติเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสมุทรสงครามทุกภาคส่วน รวมทั้งได้เปิดมิติใหม่ในเชิงวิชาการในการพัฒนามาตรฐานโดยการประสานความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานวิชาการจากต่างประเทศ เป็นจุดตั้งต้นการพัฒนามาตรฐานคุณลักษณะอยู่สบายของที่อยู่อาศัยและชุมชนในประเทศไทยที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อความอยู่สบายได้ในอนาคต