การประเมินและพัฒนาศักยภาพการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกแบบมีส่วนร่วมของชุมชนเขตในตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาระดับศักยภาพในการป้องกันและควบคุมและโรคไข้เลือดออกแบบมีส่วนร่วมของชุมชน 2) เพื่อรวบรวมข้อมูลและสร้างรูปแบบการวางแผนป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออก ตามบริบทและศักยภาพของชุมชน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ 1) แกนนำนักเรียน2) ครูและแกนนำชุมชน จำนวน 50 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามก่อนและหลังกิจกรรมการจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดโรคและพัฒนาระดับศักยภาพแกนนำชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มีข้อคำถามเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกและความเข้าใจเกี่ยวกับดัชนีลูกน้ำยุงลาย และสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพประชาชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า แกนนำนักเรียน เคยผ่านการอบรมเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 และไม่เคยอบรม จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 ส่วนแกนนำชุมชนและตัวแทนครู พบว่า เคยอบรมเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 84.00 ไม่เคยอบรม จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 16.00 ผลการประเมินความรู้ก่อน-หลังโดยใช้แบบสอบถามความรู้ พบว่า แกนนำนักเรียน มีค่าP-valueเท่ากับ 0.43 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความรู้หลังเข้ารับการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนเข้ารับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แกนนำชุมชนและตัวแทนครู มีค่า P-value เท่ากับ 0.23 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความรู้หลังเข้ารับการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนเข้ารับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( = 0.05) ผลการศึกษาระดับศักยภาพชุมชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนตามความคิดเห็นในภาพรวมของแกนนำทั้ง 2 กลุ่ม มีคิดเห็นว่าศักยภาพชุมชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.93 , S.D.= 1.04) โดยด้านความสามารถของผู้นำทางศาสนาในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับน้อย ( = 2.00 , S.D.= 1.44) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผลการประเมินความรู้ในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกหลังการเข้ารับการอบรมกับระดับศักยภาพชุมชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน พบว่า แกนนำนักเรียน ระดับศักยภาพชุมชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน มีเพียง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำส่วนบุคคลในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ด้านเครือข่ายของกลุ่มผู้นำชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และด้านการจัดการทรัพยากรของชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มีความสัมพันธ์กับผลการประเมินความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกหลังเข้ารับการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนแกนนำชุมชนและตัวแทนครู ระดับศักยภาพชุมชนในการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน มีเพียง 2 ด้าน ได้แก่ ด้านสื่อสารข้อมูลการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกและด้านกลุ่มแกนนำหลักที่ทำหน้าที่ในการดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มีความสัมพันธ์กับผลการประเมินความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกหลังเข้ารับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รูปแบบการดำเนินการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกมุ่งเน้นการดำเนินการด้านการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรค มีกำหนดมาตรการสำคัญเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ก่อนฤดูการระบาด (ม.ค.-เม.ย.) ช่วงฤดูการระบาด (พ.ค.-ส.ค.) และหลังฤดูการระบาด (ก.ย.-ธ.ค.) โดยช่วงเวลาสำคัญคือช่วงก่อนฤดูการระบาด คำสำคัญ: ระดับศักยภาพชุมชน การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก