การรับรู้ของประชาชนต่อการปฏิบัติงานควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านในตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออก ของประชาชน โดยกลุ่มตัวอย่างได้แก่ตัวแทนของครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในตำบลเคร็งจำนวน 163 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบสำรวจลูกน้ำยุงลาย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจง ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทางสถิติด้วย Paired Samples ttest ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 60.1 มีเจตคติอยู่ในระดับดี ร้อยละ 86.5 มีการรับรู้ของประชาชนต่อการปฏิบัติงานควบคุม ป้องกันโรคไข้เลือดออกของ อสม. อยู่ในระดับมากร้อยละ 74.2 มีพฤติกรรมการป้องกันและควบคุม โรคไข้เลือดออกเป็นประจำ ร้อยละ 52.8 จากการจัดกิจกรรมเวทีชุมชนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยใช้กระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย วิธีการสนทนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ 4 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับวัตถุวิสัย เป็นการให้ ข้อเท็จจริงและข้อมูล 2. ระดับสะท้อนความรู้สึก เป็นการสำรวจปฏิกิริยาต่อข้อมูลในเบื้องต้น 3. ระดับการตีความหรือแปลความหมาย เป็นการสำรวจความคิดเห็นต่อสถานการณ์ และ 4. ระดับ ตัดสินใจ เป็นการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันของชุมชน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกเป็นประจำเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88.3 มากกว่าก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (p < 0.001) ทั้งนี้ดูจากค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายก่อนและหลัง ดำเนินกิจกรรมพบว่า ค่าเฉลี่ยร้อยละของภาชนะที่สำรวจพบลูกน้ำยุงลาย (CI) มีค่าลดลงกว่าก่อนการ ดำเนินกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (p < 0.01) ค่าเฉลี่ยร้อยละของบ้านที่สำรวจ (HI) พบบ้านที่มีลูกน้ำยุงลายลดลงกว่าก่อนการดำเนินกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) และค่าเฉลี่ยของจำนวนภาชนะที่พบลูกน้ำต่อบ้าน 100 หลังคาเรือน (BI) มีค่าลดลงกว่า ก่อนการดำเนินกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) จากผลการวิจัยแสดงว่า การให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ การป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก และมี ส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชนสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสามารถควบคุมลูกน้ำยุงลาย ได้ คำสำคัญ : พฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก