กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเครือข่ายระดับอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทสรุปผู้บริหาร/บทคัดย่อ การศึกษา “กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเครือข่ายอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการดำเนินงานของความเป็นเครือข่ายในพื้นที่ และศึกษากระบวนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้สินของเครือข่ายระดับอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และเพื่อสังเคราะห์บทบาทของทุนทางสังคมในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเครือข่ายอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) ดำเนินการศึกษาโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์รายบุคคล การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ผู้วิจัยจึงได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ ขอบเขตพื้นที่เป็นการศึกษาอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลกาบเชิง ตำบลคูตัน ตำบลด่าน ตำบลแนงมุด ตำบลโคกตะเคียน และตำบลตะเคียน โดยเป็นการศึกษาเครือข่ายระดับอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ที่มีการบูรณาการทำงานร่วมกันของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง 6 ตำบล ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. กระบวนการดำเนินงานของความเป็นเครือข่ายในพื้นที่ 1.1 การเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วม ประกอบด้วย 1) การประสานความร่วมมือภาคีพัฒนาทั้งในระดับตำบลและอำเภอ เพื่อเป็นเจ้าภาพและคณะกรรมการการกำหนดแผนการดำเนินงานร่วมกัน 2) การถอดรูปธรรมความสำเร็จในระดับครัวเรือน – ชุมชนและงานประเด็นที่มีอยู่จริงในพื้นที่ทั้ง 6 ตำบลและนำมาสู่การกำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับอำเภอ 3) การวิเคราะห์สถานการณ์ ศึกษาปัญหาและทิศทางการพัฒนาที่จะส่ง ผลกระทบต่อพื้นที่และกำหนดทิศทางการพัฒนาที่จะเป็นภูมิคุ้มกันของประชาชนในพื้นที่ เพื่อเสนอเป็นแนวทางการพัฒนาและการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในอนาคต 4) การจัดเตรียมการนำเสนอรูปธรรมความสำเร็จ และทุนทางสังคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนอำเภอกาบเชิงและภาคีการพัฒนาในรูปแบบเอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อวีดีทัศน์ นิทรรศการและชุดความรู้การพัฒนาของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนอำเภอกาบเชิง 5) การออกแบบระบบการบริหารจัดการ วิธีงบประมาณการดำเนินงาน 1.2 การจัดทำตัวชี้วัดความสุขคนกาบเชิง ประกอบด้วย 1) การเตรียมการจัดประชุม โดยแกนนำเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนอำเภอกาบเชิง การทำความเข้าใจในกระบวนการ การศึกษา รายละเอียด ความหมาย ของตัวชี้วัด กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ตัวแทนของทุกครัวเรือนในหมู่บ้าน หรือตัวแทนของหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วยผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ผู้นำกลุ่มองค์กรต่างๆ 2) การจัดการประชุม ด้วยการทำความรู้จักสร้างบรรยากาศของความเป็นกันเอง ระหว่างทีมวิทยากรกระบวนการกับชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุม การชี้แจงวัตถุประสงค์ การประเมินเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของคนในชุมชน ต่อสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตของตนเอง ครอบครัวและชุมชน จากที่ได้มีการจัดกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีกระบวนการลงพื้นที่ในการจัดเวทีและการเก็บข้อมูล 1.3 การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ โนวเจียเมียเซาะและการนำไปใช้ 1) การกำหนดแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอำเภอกาบเชิงสู่โนวเจียเมียนเซาะ (กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด) โดยประกาศเป็นวาระร่วมของประชาชนคนอำเภอกาบเชิง 2) ผลักดันให้เกิดการบูรณาการแผนงาน และงบประมาณจากภาประชาชน หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคการพัฒนาสู่การกำหนดแนวทางการสนับสนุนและร่วมมือการพัฒนาไปสู่เป้าหมายแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอำเภอกาบเชิง 3) ส่งเสริมให้เกิดสภากลาง ระดับอำเภอ จากทุกภาคส่วน โดยเป็นคณะทำงานกลางติดตามและสนับสนุนเพื่อให้เกิดการดำเนินการพัฒนาแผนพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นอำเภอกาบเชิงให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน 4) พัฒนาไปสู่การสร้างโครงข่ายการพัฒนาระดับอำเภอ และเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันโดยกำหนดเป็นวาระร่วมสู่สังคมอยู่ดีมีสุขของประชานจังหวัด สุรินทร์ 2. กระบวนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้สินของเครือข่ายระดับอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ในการศึกษาครั้งนี้จะใช้กรณีตำบลแนงมุด เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างจริงจัง ขั้นตอน บทบาทและหน้าที่ ขั้นตอนที่ 1 – การให้คำปรึกษา *การแนะนำให้คำปรึกษาและปรับทัศนคติลูกหนี้ *ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานในการขอรับการช่วยเหลือ/การตกลงประนอมหนี้ ขั้นตอนที่ 2 – การสมัครเป็นสมาชิก/ลงทะเบียนลูกหนี้ของชุมชน *การสอบถามข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย(การสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเป็นหนี้) *การสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มที่จะช่วยเหลือ ในที่นี้หมายถึง สถาบันการเงินในชุมชน ขั้นตอนที่ 3 – การสำรวจและจำแนกข้อมูล *การตรวจสอบข้อมูลการเป็นหนี้หลังการลงทะเบียนว่าลูกหนี้ที่ต้องเข้าเงื่อนไขของสถาบันการเงินชุมชน *การจำแนกลูกหนี้เป็นหนี้ในระบบ-นอกระบบ ขั้นตอนที่ 4 – การจัดหาแหล่งเงินทุน *การหารือคณะกรรมการของสถาบันการเงินเพื่อการพิจารณา *ชี้แจงแนวทางมาตรการติดตามหนี้ *หาแหล่งเงินกู้ใหม่ในรูปแบบบูรณาการ นั่นคือ ธนาคารออมสิน โดยสถาบันการเงินเป็นผู้ค้ำประกัน ขั้นตอนที่ 5 – การตรวจสอบข้อมูลเจ้าหนี้ ตรวจสอบข้อมูลเจ้าหนี้ว่ามีลูกหนี้มีประเภทหนี้อะไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลก่อนประนอมหนี้ ขั้นตอนที่ 6 – การเจรจาประนอมหนี้ รวบรวมปัญหาและอุปสรรคในระหว่างการเจรจาประนอมหนี้ ขั้นตอนที่ 7 – การปรับแนวคิดในการดำรงชีพ จัดหาโครงการที่ส่งเสริมการฟื้นฟูอาชีพให้แก่ลูกหนี้ ขั้นตอนที่ 8 – การติดตามและประเมินผล การลงพื้นที่เพื่อติดตามการชำระหนี้และพฤติกรรมของลูกหนี้ ขั้นตอนที่ 9 – การพัฒนาศักยภาพคณะทำงานเครือข่ายองค์กรชุมชนตำบล (กรณีสถาบันการเงินตำบลแนงมุด) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงาน และหรือพื้นที่การทำงานเครือข่ายอื่นๆ การเข้าร่วมอบรมเชิงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในพื้นที่ เช่น การจัดทำแผนแบบมีส่วนร่วม การอบรมการเก็บข้อมูล การวิจัยแบบมีส่วนร่วม การอบรมการจัดทำ GPS ประเด็นที่ดินแนวใหม่ หรือการเข้าร่วมเป็นคณะทำงานในระดับเครือข่ายที่สูงขึ้นไป 3. บทบาทของทุนทางสังคมในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ได้แก่ 1) ต้นทุนประวัติศาสตร์ เป็นต้นทุนเดิมที่ช่วยให้คนกาบเชิงลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา และสามารถสร้างกระบวนการขับเคลื่อน “คนกาบเชิง โนวเจียเมียนเซาะ” ได้ ชาวบ้านในอำเภอกาบเชิงมีชุดประวัติศาสตร์การก่อตั้งถิ่นฐานที่มีการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมความเชื่อเฉพาะถิ่น โดยเฉพาะการมีวิถีการดำรงชีวิต “การเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” ที่ถูกถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้เป็นภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นที่ยาวนาน คนกาบเชิงมีทุนทางสังคมที่คอยยึดเหนี่ยวเกาะเกี่ยวเชื่อมร้อยทั้งความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบภูมินิเวศน์ ผ่านชุดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ด้วยการสะสม บ่มเพาะ ความรู้เทคนิคทักษะ ภูมิปัญญาด้านต่างๆ อย่างชัดเจนจนกลายเป็นจุดแข็งของคนกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ 2) ต้นทุนภายใน ต้นทุนภายในที่สำคัญที่ทำให้คนกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ สามารถรวมตัวเป็นเครือข่ายองค์กรชุมชนตำบล อำเภอกาบเชิง จนสามารถขับเคลื่อนประเด็นการทำงานได้ ต้นทุนของเครือข่ายฯ สามารถจำแนกต้นทุน 4 ประการ คือ 1)ต้นทุนคนในชุมชนเข้าใจและมีส่วนร่วม 2)ต้นทุนความรู้ 3) ต้นทุนทรัพยากร และ4) ต้นทุนเงิน 3) ต้นทุนศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นอำเภอกาบเชิง (ภูมิหลัง ศักยภาพ ของชุมชนท้องถิ่นอำเภอกาบเชิง) ได้แก่ ภาษาพื้นเมืองสุรินทร์หรือภาษาเขมร ศักยภาพด้านพื้นที่ และการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างรวดเร็ว การพัฒนาจากระบบแนวดิ่งจากบนลงสู่ข้างล่าง การพัฒนาที่มุ้งเน้นการเติมโตของระบบเศรษฐกิจ การลงทุนเพื่อการผลิตสินค้าเกษตรเชิงเดี่ยวที่มุ้งเน้นเพื่อการค้า ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนอย่างมากมาย ทำให้เกิดผลกระทบในระดับกว้างเช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาสังคม เด็ก เยาวชน ครอบครัว สตรี ปัญหาด้านทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาด้านที่ดินที่ทำกิน 4) ต้นทุนด้านกลไกการขับเคลื่อนในพื้นที่ จากความสัมพันธ์ของกลไกการทำงานสู่การขับเคลื่อนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลอำเภอกาบเชิงสรุปการทำงานได้ ดังนี้ กลไกที่หนึ่ง “กลไกชุมชนท้องถิ่น”ถือว่าเป็นกลไกที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นฐานรากของการทำงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของปัญหา เป็นเจ้าของทุนที่อยู่ในชุมชน ดังนั้นกลไกนี้ประกอบด้วย ชาวบ้าน แกนนำชุมชน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน คนที่มีฐานความรู้และพื้นที่ที่ดำเนินงานมาก่อน กลไกที่สอง “กลไกขบวนองค์กรชุมชน” ที่เกิดจากการรวมตัวกันชาวบ้านและแกนนำเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลจาก 6 ตำบล ในอำเภอกาบเชิง ที่ทำงานตามประเด็นการขับเคลื่อนในพื้นที่ประกอบด้วยประเด็นเศรษฐกิจและทุนชุมชน ประเด็นสวัสดิการชุมชน ประเด็นการจัดการที่ดินแนวใหม่ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การรวมตัวของชุมชนท้องถิ่นเชื่อมโยงกันของขบวนประเด็นในจังหวัดสุรินทร์ กลไกทำงานที่สำคัญประกอบด้วย 1)กลไกขบวนเศรษฐกิจและทุนชุมชน 2)กลไกขบวนสวัสดิการชุมชน 3)กลไกที่ดำเนินการการจัดการที่ดินแนวใหม่ และ 4)กลไกขบวนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลไกที่สาม “กลไกภาคีพัฒนา” การเชื่อมโยงหนุนเสริมขบวนการขับเคลื่อนขององค์กรชุมชนในประเด็นต่างๆ ของอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ สามารถแยก 2 ภาคีหลัก ๆ ได้แก่ ภาคีพัฒนาท้องถิ่น ได้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ทั้ง 6 ตำบล ในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ และภาคีที่สอง คือภาคีพัฒนาระดับจังหวัด ได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด โรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานชลประทานจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และศูนย์พัฒนาสังคมจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานภาครัฐ กลไกที่สี่ “กลไกภาคีพัฒนาระบบภาคส่วนราชการ” หน่วยงานองค์กรที่เข้ามาสนับสนุนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานได้แก่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสำนักงานปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พอช.) สำนักงานกองทนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 5 (สสว.5) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอีกหลายๆ องค์กร 4. กลยุทธ์เชิงป้องกันและการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ผลการสนทนากลุ่มกับเครือข่ายระดับอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวทางการป้องกันและการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งคณะผู้วิจัยได้นำไปวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้ผลการศึกษาเชิงกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ดังนี้ กลยุทธ์ที่ 1 การป้องกันมิให้เกิดปัญหาหนี้สินนอกระบบ 1) มาตรการการให้ความรู้เกี่ยวกับหนี้สิน 2) มาตรการการปลูกฝังทัศนคติในการดำเนินชีวิต เป้าหมาย สร้างภูมิคุ้มกันด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สินนอกระบบกับประชาชนในพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยการให้ความรู้ และปลูกฝังทัศนคติในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวทางการดำเนินการ 1) ปฏิบัติการเชิงรุกในกรให้ความรู้และปลูกฝังทัศนคติในการดำเนินชีวิต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย และการวางแผนทางด้านการเงินโดยเน้นที่ครอบครัวเป็นสำคัญ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อการประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการดำเนินงานของกิจกรรมปลดหนี้สินต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ 3) จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและวางแผนทางการเงินให้เหมาะสมกับตนเอง กลยุทธ์ที่ 2 การปล่อยกู้ยืมเงินเพื่อปลดหนี้สินนอกระบบ 1) มาตรการการปล่อยเงินกู้ โดยคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรม 2) มาตรการการผ่อนชำระหนี้ระยะยาว(แต่มีกำหนดเวลาในการจ่ายคืน) เป้าหมาย สถาบันการเงินในพื้นที่ให้ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบกู้ยืมเงินเพื่อปลดหนี้สินนอกระบบโดยคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรม และผ่อนชำระในระยะยาว (พอสมควร) ตามจำนวนเงินทุนหมุนเวียนของกิจกรรมปลดหนี้สิน โดยพิจารณาส่งเงินสดคงเหลือให้สถาบันการเงินในพื้นที่ เพื่อให้นำเงินคืนเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือคนอื่นต่อไป ภายใต้นโยบายของสถาบันการเงินในพื้นที่ โดยสถาบันการเงินจะทำการวิเคราะห์และประเมินผลสภาวะแวดล้อมของการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของกิจกรรมการปลดหนี้สิน เพื่อนำมาพิจารณาเสนอปรับแก้ไขกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในทุกตำบลและทุกปี แนวทางการดำเนินการ 1) จัดการประชุมร่วมกันของภาคีในพื้นที่ ได้แก่ สถาบันการเงิน สภาองค์กรชุมชนตำบล เครือข่ายระดับอำเภอกาบเชิง และคณะกรรมการของชุมชน เพื่อติดตามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวบรวมสถิติและประเมินผลในการดำเนินงานของผู้ที่เป็นหนี้สินนอกระบบในพื้นที่ 2) ปล่อยกู้สำหรับประชาชนที่เดือดร้อนด้านหนี้สินนอกระบบในพื้นที่ โดยยึดกรอบการพิจารณาดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และให้กู้ยืมไปปลดหนี้สินนอกระบบ ตามระยะเวลาที่สถาบันการเงินกำหนด และตามจำนวนเงินทุนหมุนเวียนของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ โดยวิธีการสำหรับผู้ที่ประสงค์จะรับการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินนั้นๆ ด้วยการประสานข้อมูลกับสถาบันการเงินในพื้นที่ในการจัดทำประวัติ มูลเหตุการณ์เป็นหนี้สินนอกระบบ และสถาบันการเงินจะคัดกรองผู้ที่มีปัญหาหนี้สินอย่างจริงจัง พร้อมนี้สถาบันการเงินจะประสานการทำงานร่วมกับธนาคารที่พร้อมจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของคนที่มีหนี้สินนอกระบบ และดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างสถาบันการเงินและผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบ กลยุทธ์ที่ 3 การดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีหนี้สินนอกระบบ มาตรการการส่งเสริมการฝึกการดำเนินชีวิตอย่างเป็นระบบ เป้าหมาย สถาบันการเงินสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้ที่เป็นหนี้สินนอกระบบ ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมการอุปโภคบริโภค โดยการสนับสนุนให้ผู้ที่มีหนี้สินนอกระบบที่สนใจสามารถเข้าร่วมอบรมการวิเคราะห์การแก้ปัญหาหนี้สินผ่านโรงเรียนแก้หนี้ ตามที่สถาบันการเงินนั้นๆ จะให้การสนับสนุน แนวทางการดำเนินการ 1) สำรวจความต้องการของผู้ที่ต้องการปรับพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคที่สนใจ และผู้ที่เป็นหนี้สินนอกระบบ กับหลักสูตรการอบรมในการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาหนี้สินผ่านโรงเรียน แก้หนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินในพื้นที่ 2) ประสานสถาบันการศึกษาในการจัดทำหลักสูตรของโรงเรียนแก้หนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคให้ผู้ที่เป็นหนี้สินนอกระบบสามารถนำความรู้ที่ได้นำไปวิเคราะห์กิจกรรมที่ส่งผลให้เป็นหนี้นอกระบบและวิเคราะห์ความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวต่อไป 5. ข้อเสนอแนะ 5.1 ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์ ที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ได้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาคีพัฒนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยการวิเคราะห์ถึงจุดแข็งที่เป็นศักยภาพ การวิเคราะห์หาจุดอ่อนเพื่อแก้ไขและปรับปรุงพัฒนางาน ที่ผ่านมาการดำเนินการแบบลองผิดลองถูก การหาเป้าหมายและทิศทางร่วมค่อยๆ เรียนรู้ร่วมกัน ที่เป็นการเรียนรู้แบบแนวราบเน้นความเสมอภาค เป็นเพื่อนพี่น้องกัน เป็นการทำงานอาศัยความรู้ความสามารถ ทักษะในการทำงานของผู้นำมีความแตกต่างกัน เป็นความรู้ที่เกิดจากภายใน ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้คนกาบเชิงสามารถขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ โนวเจียเมียนเซาะ สามารถพัฒนาไปสู่เป้าหมาย “อยู่ดี มีสุข : ด้วยการกินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด” ได้โดยเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล อำเภอกาบเชิง มีข้อเสนอแนวทางการพัฒนาท้องถิ่น ดังนี้ 1) การให้ความสำคัญกับบริบทของแต่ละพื้นที่ในการทำงานขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเอง ที่ผ่านมามีการพัฒนาในรูปแบบของการจัดทำโครงการ เมื่อสิ้นสุดโครงการชาวบ้านก็ต้องจัดทำโครงการใหม่อยู่เรื่อยๆ บางครั้งก็ต่อยอดจากทำงานประเด็นเดิม บางครั้งก็ต้องดำเนินการภายใต้ความต้องการของหน่วยงานภาคีที่สนับสนุน เป็นที่น่าสนใจว่า หากชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้จริง ชาวบ้าน เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล อำเภอกาบเชิง และภาคีการพัฒนา จะมีแนวทางการพัฒนาเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องที่ไม่ได้เป็นโครงการในแต่ละประเด็นได้อย่างไร 2) การใช้แผนแม่บทชุมชน เป็นเครื่องมือในการทำงาน ที่ผ่านมาชาวบ้าน สภาองค์กรชุมชนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ตำบล และอำเภอ ได้ลงทุนลงแรงร่วมกันขับเคลื่อนแผนงานยุทธศาสตร์ให้ได้ 1 อำเภอ 1 แผนพัฒนา ที่บูรณาการร่วมกัน และใช้กติกาข้อตกลงร่วมกันของคนกาบเชิง รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์กำหนดให้ “คนกาบเชิงโนวเจียเมียนเซาะ” ซึ่งหมายถึง “คนกาบเชิง อยู่ดี มีสุข ด้วยการกินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด” เป็นที่น่าสนใจว่า การกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา โดยการกำหนดแผนงาน ที่เป็นขั้นเป็นตอน จากจุดเริ่มต้นจนถึงปลายทางในแต่ละประเด็น ตามช่วงระยะเวลาการพัฒนาต่างๆ กลไกการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชนคนกาบเชิง จำเป็นต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและประสานแผนงานยุทธศาสตร์ ประเด็นงานของหน่วยงานภาคีพัฒนาต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่มีแผนงานพัฒนาที่ถูกกำหนดจากนโยบายส่วนกลางจะดำเนินการให้เกิดรูปธรรมได้อย่างไร 3) ชุมชนท้องถิ่นอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ถือว่าเป็นพื้นที่เป้าหมายในการทำงานพัฒนาของภาคีเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เป็นพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่มีเมืองหน้าค่ายเป็นประตูเข้าออก ที่ทำให้เกิดการไหลเทของสรรพสิ่งตามนโยบายการพัฒนาประชาคมอาเซียน (AEC) เป็นที่น่าสนใจว่า หน่วยงานภาคีพัฒนาที่ได้เข้ามาสนับสนุนมีหลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานมีวัตถุประสงค์การพัฒนาชุมชนที่แตกต่างกันตามประเด็นแต่ละหน่วยงาน ดังนั้น การบูรณาการและการออกแบบแผนงานพัฒนาทำงานร่วมกัน ที่มีความชัดเจนจะทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้อย่างไร 4) แนวคิดเพื่อชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เป็นแนวทางการขับเคลื่อนของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล อำเภอกาบเชิง โดยมีกลไกการทำงานที่หลากหลาย โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นระดับตำบล และระดับอำเภอรวมถึงระดับจังหวัด ส่วนใหญ่จะเกิดจากกลุ่มแกนนำชาวบ้านที่มีศักยภาพและมีความสามารถทักษะเฉพาะที่แตกต่างกันและส่วนใหญ่เป็นแกนนำที่มีอายุมาก เป็นที่น่าสนใจว่า การขับเคลื่อนการทำงานชุมชนท้องถิ่นให้สามารถจัดการตนเองให้สามารถพึ่งตนเองคนกาบเชิงอยู่ดีมีสุขได้ ดังนั้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกเหล่านี้ การถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นหน่อกล้าทำงานพัฒนาชุมชนต่อไปได้อย่างไร 5) การขับเคลื่อนงานพัฒนาเพื่อการแก้ไขปัญหาทางการเงินถือเป็นเรื่องที่ยากสำหรับภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นภาคประชาชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสถาบันการเงินเข้ามามีส่วนร่วมและการขยายช่องทางทางการเงินเข้ามาสนับสนุนการพัฒนา ในขณะเดียวกันกับการบริหารจัดการเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเรื่องของระบบการเงิน การบัญชี 6) การแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้สินนอกระบบ การพัฒนาทัศนคติ และระเบียบวินัยการใช้จ่ายเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปพร้อมกัน และเป็นภาระงานที่หนักมากสำหรับคนในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน 5.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาวิจัยกลยุทธ์การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเครือข่ายต่างๆ ในระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดการบูรณาการทุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องในชุมชนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และขยายไปสู่ระดับประเทศ โดยการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบของกลุ่มชุมชนต่างๆ เพื่อนำมาสู่ตัวกำหนดในการแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น