การค้นหาโปรตีนชนิดใหม่ของเชื้อเลปโตสไปราสายพันธุ์ก่อโรคที่จับกับ Factor H complement regulator เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวัคซีนสำหรับโรคเลปโตสไปโรซิส
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคเลปโตสไปโรซิสซึ่งเกิดจากการติดเชื้อเลปโตสไปราสายพันธุ์ก่อโรค เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่พบได้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ในปัจจุบันวัคซีนที่ใช้ในสัตว์เป็นวัคซีนเชื้อตาย ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น แอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นอยู่ได้ไม่นาน ไม่สามารถป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้ และยังทำให้เกิดอาการข้างเคียงสูง ดังนั้น วัคซีนป้องกันโรคเลปโตสไปโรซิสที่มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงต่ำจึงเป็นที่ต้องการสำหรับนำไปใช้ในคนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง จึงมีการพัฒนาวัคซีนชนิดซับยูนิตที่มีส่วนประกอบเป็นโปรตีนของผนังเซลล์ส่วนนอกของเชื้อเลปโตสไปราในสัตว์ทดลอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันสัตว์ทดลองจากการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่เกิดพยาธิสภาพในอวัยวะเป้าหมาย เชื้อเลปโตสไปราสายพันธุ์ก่อโรคต่างจากสายพันธุ์ไม่ก่อโรคคือสามารถรอดชีวิตอยู่ในซีรัมที่มีระบบกำจัดเชื้อแปลกปลอมด้วยระบบคอมพลีเมนต์ได้ การศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าโปรตีนบนผิวเซลล์ของเชื้อเลปโตสไปราหลายชนิดมีคุณสมบัติเป็น factor H binding protein (fHbp) กล่าวคือสามารถจับกับ factor H ของโฮสต์ ทำให้ยับยั้งการเกิด membrane-attack complex และการกำจัดเชื้อด้วยระบบคอมพลีเมนต์ ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ fHbps ของเชื้อเลปโตสไปราสายพันธุ์ก่อโรค ได้แก่ LigA domain 7-13, LenA, LcpA และ Lsa23 เป็นวัคซีนรูปแบบโปรตีนรวม (multiple subunit vaccine) และทดสอบประสิทธิภาพในแฮมสเตอร์ ผลการศึกษานี้พบว่า recombinant LigA domain 7-13, LenA, LcpA และ Lsa23 ที่ผลิตได้ มีคุณสมบัติในการจับกับ human factor H ในหลอดทดลอง การทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในแฮมสเตอร์ โดยปลูกวัคซีน 3 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นตรวจวัดระดับแอนติบอดีที่จำเพาะด้วยวิธี ELISA พบว่าวัคซีนรูปแบบโปรตีนรวมซึ่งประกอบด้วยโปรตีน LigA domain 7-13, LenA, LcpA, และ Lsa23 ที่ให้ร่วมกับ LMQ adjuvant ผ่านทางใต้ผิวหนัง สามารถกระตุ้นแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโปรตีน LigA และ LenA เท่านั้น เมื่อทำการ challenge แฮมสเตอร์ด้วยเชื้อเลปโตสไปราที่มีคุณสมบัติก่อโรค โดยใช้จำนวน 20 เท่าของค่า LD50 แฮมสเตอร์กลุ่มที่ได้รับวัคซีนรูปแบบโปรตีนรวมร่วมกับ LMQ adjuvant ผ่านทางใต้ผิวหนังมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึงร้อยละ 60 แต่อย่างไรก็ตาม วัคซีนชนิดนี้ไม่ได้เพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้แก่แฮมสเตอร์เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนที่มีส่วนประกอบของโปรตีน LigA domain 7-13 เพียงชนิดเดียว นอกจากนี้ พยาธิสภาพและอัตราการติดเชื้อของอวัยวะเป้าหมาย เช่น ไต ตับ และ ปอด ของแฮมสเตอร์ที่รอดชีวิตไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่ได้รับวัคซีนแบบโปรตีน LigA domain 7-13 อย่างเดียวหรือกลุ่มที่ได้รับวัคซีนรูปแบบโปรตีนรวม แต่อย่างไรก็ตาม การให้วัคซีนรูปแบบโปรตีนรวมร่วมกับ LMQ adjuvant ส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันและการปกป้องสัตว์ทดลองจากโรคเลปโตสไปโรซิสได้ดีกว่าการให้ร่วมกับ alum adjuvant จากข้อมูลข้างต้นสรุปว่า วัคซีนแบบโปรตีนรวมที่ประกอบด้วย fHbps 4 ชนิดของเชื้อ Leptospira interrogans serovar Pomona แม้ว่าสามารถกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีได้จำกัดเฉพาะต่อ LigA และ LenA แต่มีคุณสมบัติป้องกันสัตว์ทดลองจากการตายด้วยโรคเลปโตสไปโรซิสได้ระดับหนึ่ง โดยประสิทธิภาพของวัคซีนน่าจะเกิดจากส่วนประกอบของโปรตีน LigA domain 7-13 เป็นหลัก