การตรวจหาเชื้อเลปโตสไปร่าในหนูและน้ำผิวดินในธรรมชาติ โดยวิธีโพลิเมอเรสเชนรีแอกชั่น (PCR) ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคเลปโตสไปโรสิสเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เกิดจากแบคทีเรียเลปโตสไปร่าที่ปนเปื้อนในดินและน้ำที่เหมาะสม มีหนู และสัตว์แทะเป็นพาหะนำโรค การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) 1 เพื่อศึกษาการรับรู้และพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเลปโตสไปโรสิสของประชาชน 2) เพื่อหาอัตราการติดเชื้อเลปโตสไปร่าในหนูและน้ำผิวดินในธรรมชาติ 3) เพื่อสร้างแบบจำลองระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และสังคม สำหรับเฝ้าระวังและควบคุมโรคเลปโตสไปโรสิส วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน 1) การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคเลปโตสไปโรสิส รวบรวมข้อมูลแบบสอบถามในเดือนพฤษภาคม 2557 จำนวน 130 ตัวอย่าง และเดือนพฤษภาคม 2558 จำนวน 238 ตัวอย่าง 2) การดักจับหนูและเก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน เพื่อตรวจหาเชื้อเลปโตสไปร่า ด้วยการสกัด DNA ของเชื้อเลปโตสไปร่าจากไต และการสกัด DNA จากน้ำผิวดินสำหรับตรวจหายีนของเชื้อเลปโตสไปร่า จากนั้นทำตรวจหาเชื้อเลปโตสไปร่าโดยเทคนิค PCR 3) พัฒนาแบบจำลองเชิงพื้นที่ในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคเลปโตสไปโรสิส ด้วยระบบฐานข้อมูลทางสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการกระจายของเชื้อเลปโตสไปร่า โดยกำหนดเขตกันชนในตำแหน่งที่ตรวจพบเชื้อเลปโตสไปร่าในหนูและน้ำผิวดิน ในระยะ 30 เมตร และ 50 เมตร โดยใช้โปรแกรม ArcGIS 9.3.1 ด้วยฟังก์ชั่น Geoprocessing ผลการศึกษาพบว่าระดับการรับรู้เกี่ยวกับโรคเลปโตสไปโรสิสของกลุ่มตัวอย่าง ปี พ.ศ. 2557 พบว่า หมู่ 6 มีระดับความรู้อยู่ในระดับสูงร้อยละ 92.3 และกลุ่มตัวอย่างหมู่ 8 มีระดับความรู้อยู่ในระดับสูงร้อยละ 88.2 ผลการทดสอบความแตกต่างของระดับความรู้พบว่า ทั้งสองหมู่บ้านไม่แตกต่างกัน (p-value 0.436) สำหรับระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคเลปโตสไปโรสิส ของกลุ่มตัวอย่าง ปี พ.ศ. 2557 พบว่า หมู่ 6 มีระดับพฤติกรรมการป้องกันอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 53.8 และกลุ่มตัวอย่างหมู่ 8 มีระดับพฤติกรรมการป้องกันอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 88.2 ผลการทดสอบความแตกต่างของระดับพฤติกรรมการป้องกันพบว่า ทั้งสองหมู่บ้านแตกต่างกัน (p-value <0.001) ปี พ.ศ. 2558 พบว่า หมู่ 6 ระดับการรับรู้เกี่ยวกับโรคเลปโตสไปโรสิสของกลุ่มตัวอย่าง มีระดับความรู้อยู่ในระดับสูงร้อยละ 91.7 และกลุ่มตัวอย่างหมู่ 8 มีระดับความรู้อยู่ในระดับสูงร้อยละ 91.7 ระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคเลปโตสไปโรสิสพบว่า หมู่ 6 มีระดับพฤติกรรมการป้องกันอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 96.7 และกลุ่มตัวอย่างหมู่ 8 มีระดับพฤติกรรมการป้องกันอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 90.7 ผลการตรวจหา DNA ที่สกัดจากไตหนูจำนวน 270 ตัวอย่าง จะถูกนำมาตรวจหายีน 16s rRNA และ LipL32 ของเชื้อ Leptospira ซึ่งผลการตรวจหายีน 16s rRNA จากหนูที่ดักจับจากหมู่บ้านหนองแสง จำนวน 178 ตัวอย่าง และหมู่บ้านพระโรจน์ จำนวน 92 ตัวอย่าง ตรวจไม่พบยีนดังกล่าวจากตัวอย่างทั้งหมด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ในระยะที่เหมาะสมต่อการระบาดของเชื้อเลปโตสไปร่า ในระยะ 30 เมตร และ 50 เมตร ซึ่งไม่พบเชื้อในกลุ่มตัวอย่าง แต่ทั้งนี้ได้เสนอแผนที่การกระจายของเชื้อ ที่จะแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ที่อยู่ในเขตควบคุมหากมีการตรวจพบเชื้อเลปโตสไปร่าในหนูสามารถแพร่เชื้อไปยังบริเวณใกล้เคียงได้ในระยะ 30 เมตร และ 50 เมตร ซึ่งจะมีความเสี่ยงมาก ในการเป็นแบบจำลองเชิงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจการควบคุมและป้องกันโรคเลปโตสไปโรสิส คำสำคัญ: การรับรู้ พฤติกรรมการป้องกัน ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เลปโตสไปร่า เลปโตสไปโรสิส