การถ่ายทอดองค์ความรู้การบริหารจัดการขยะชุมชนเพื่อพัฒนาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชุดโครงการวิจัยการถ่ายทอดองค์ความรู้การบริหารจัดการขยะชุมชนเพื่อ พัฒนาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์มีวัตถุประสงค์การศึกษา ประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่ 1) เทคโนโลยีการกำจัดขยะแบบครบวงจรที่เหมาะสมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น 2) การพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการผลิตปุ๋ยหมักจากขยะชุมชน 3) การสร้างต้นแบบในการมีทัศนคติ และพฤติกรรมที่ดีของประชาชนในการจัดการขยะ และ 4) การวเิคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมของสถานที่กำจัดขยะ สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1) เทคโนโลยีการกำจัดขยะแบบครบวงจรที่เหมาะสมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นโครงการวิจัยเรื่อง เทคโนโลยีการกำจัดขยะแบบครบวงจรที่เหมาะสมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบริหารจัดการขยะขององค์กรปกคองส่วนท้องถิ่นสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางการบริหารจัดการขยะด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผลการวจิยัพบว่า การเลือกรูปแบบ และเทคโนโลยเีพื่อกำจัดขยะต้องคำนึงถึงปัจจัยในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านสภาพพื้น ที่งบประมาณบุคลากร ด้านนโยบายขององค์กรปกครองท้องถิ่น และที่สำคัญคือการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ควรต้องดำเนินการใน 2 ระดับ คือ ในระดับนโยบายขององค์กรปกครองท้องถิ่น จะต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันในรูปแบบศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยร่วมกันโดยเริ่มตั้งแต่การวางแผน การสำรวจข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ และการคาดการณ์ในอนาคต ตลอดจนสัดส่วนหรือลักษณะองค์ประกอบของขยะมูลฝอยทางด้านกายภาพ เคมี และอื่น ๆ การวัเิคราะห์ต้นทุน และกำหนดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะอย่างเป็นธรรมในระดับของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่ดำเนินการในรูปแบบระบบการจัดการขยะมูลฝอยครบวงจรตั้งแต่การรณรงค์การเก็บรวบรวม การคัดแยก การนำกลับไปใช้ประโยชน์โดยใช้แนวทางธนาคารขยะในชุมชน 2) การพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการผลิตปุ๋ยหมักจากขยะชุมชนงานวิจัยครั้งนี้มีวตัถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบ และคุณสมบัติของขยะภายในศูนย์ กำจัดขยะตำบลท่าอิบุญ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักภายในชุมชนนอกจากนี้ยัง ศึกษาถึงคุณภาพของปุ๋ยหมัก ที่ผลิตจากขยะย่อยสลายได้ภายในศูนย์กำจัดขยะตำบลท่าอิบุญ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในรูปแบบที่แตกต่างกันพร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างคุณภาพของปุ๋ยหมักที่ผลิต จากรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวด้วยโดยกระบวนการที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก ได้แก่ วิธีการหมักแบบใช้ออกซิเจน โดยกำหนดรูปแบบที่ใช้ในการผลิตออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกันประกอบด้วย รูปแบบที่ 1 โดยใช้เศษอาหาร เศษหญ้า และใบไม้เศษผักผลไม้ในอัตราส่วน 3:2:1 โดยน้ำหนัก และใช้สารเร่งซุปเปอร์พด 1 เป็นตัวเร่งในกระบวนการหมักปุ๋ย และ รูปแบบที่ 2 โดยใช้เศษอาหาร เศษหญ้า และใบไม้เศษผักผลไม้ในอัตราส่วน 3:2:1 โดยน้ำหนัก และใช้น้ำหมักชีวภาพจากมะขาม เป็นตัวเร่งในกระบวนการหมักปุ๋ย จากการวิจัยผลดังนี้คือ (1) องค์ประกอบของขยะที่พบมากที่สุดภายในศูนย์กำจดัขยะ ตำบลท่าอิบุญ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ เศษอาหาร และอินทรีย์สาร คิดเป็นร้อยละ 46.98 รองลงมาได้แก่ ขยะรีไซเคิลจำพวกพลาสติกกระดาษ และแก้วคิดเป็นร้อยละ 22.92 8.69 และ 5.37 ตามลำดับ (2) คุณภาพของปุ๋ยหมักที่ได้จากการผลิตตามรูปแบบที่ 1 พบว่าปุ๋ยหมักที่ผลิตจากขยะรูปแบบที่ 1 ในวันที่ 15 มี pH มีค่าเฉลี่ย 6.71 ค่าการนำไฟฟ้า 2.42 ms/cm ค่าอินทรีย์วัตถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 38.50 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน มีค่าเฉลี่ย 17.80:1 โพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.15 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.25 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานข้างต้นทุกพารามิเตอร์ยกเว้นปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 33.23 และปริมาณฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.36 เท่านั้น ที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรมพัฒนาที่ดิน และในวันที่ 30 พบว่ามีความเป็นกรด และด่าง มีค่าเฉลี่ย 6.60 ค่าการนำไฟฟ้า 4.34 ms/cm ค่าอินทรีย์วัตถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 73.93 โพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ1.43 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.13 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานข้างต้นทุกพารามิเตอร์ยกเว้นปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 43.47 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ย 38.13:1 และปริมาณฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อย ละ 0.30 เท่านั้น ที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรมพัฒนาที่ดิน ส่วนปุ๋ยหมักที่ผลิตจากขยะ รูปแบบที่ 2 ในวันที่ 15 มีความเป็นกรด และด่างมีค่าเฉลี่ย 6.22 ค่าการนำไฟฟ้า1.80 ms/cm และค่าอินทรียว์ตัถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 39.80 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มมาตรฐานข้างต้น ยกเว้นปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 31.40 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ย 17.80:1 ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.19 โพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.85 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.98 ที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรมพัฒนาที่ดิน ส่วนในปุ๋ยหมักที่ ผลิตจากขยะรูปแบบที่ 2 ในวันที่ 30 พบว่า มีความเป็นกรด และด่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.45 ค่าการนำไฟฟ้า 4.70 ms/cm ค่าอินทรีย์วัตถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 68.40 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.02 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานข้างต้น ยกเว้นปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 40.80 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ย 45.10:1 ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.29 และโพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.84 ที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรม พัฒนาที่ดิน (3) การเปรียบเทียบของปุ๋ยหมักที่ได้รับจากการผลิตทั้ง 2 รูปแบบ พบว่า ปุ๋ยหมักที่ได้รับจากการผลิตตามรูปแบบที่ 1 และ 2 มีคุณภาพแตกต่างกันไม่มากนัก พบว่า ปุ๋ยหมักที่ได้รับจากการผลิตตามรูปแบบที่ 1 มีคุณภาพดีกว่าปุ๋ยหมักที่ผลิตตามรูปแบบที่ 2 เล็กน้อย โดยเฉพาะในส่วนของค่าธาตุอาหารหลัก คือ ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) และปริมาณไนโตรเจน (N) ทั้งในวันที่ 15 และในวันที่ 30 ของการหมัก 3) การสร้างต้นแบบในการมีทัศนคติ และพฤติกรรมที่ดีของประชาชนในการจัดการขยะการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติ และพฤติกรรมในการจัดการขยะของประชาชน ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลช้างตะลูด จังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมในการจัดการขยะของประชาชน และเสนอแนวทางเพื่อเป็นต้นแบบด้านทัศนคติ และพฤติกรรมที่ดีของประชาชนในการจัดการขยะในระดับชุมชน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามใช้กับกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 400 คน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการขยะขององค์การปกครองส่วนตำบลช้างตะลูดมีรูปแบบการจัดการขยะโดยใช้ธนาคารวัสดุรีไซเคิล ด้านทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการจดัการขยะ พบว่า ประชาชนมีทัศนะคติอยู่ในระดับดีร้อยละ 54 รองลงมาอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 35 และระดับไม่ดีร้อยละ11 ตามลำดับในด้านพฤติกรรม การจัดการขยะของประชาชน พบว่า ประชาชนมีพฤติกรรมในการจัดการขยะโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางจากผลการศึกษาดังกล่าวนำมาวิเคราะห์ได้แนวทางต้นแบบทัศนคติ และพฤติกรรมที่ดีในการจัดการขยะมูลฝอยคือการที่ประชาชนจะมีทัศนคติที่ดีได้นั้น มีแนวทาง ดังนี้ 1. ส่งเสริมด้านความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการขยะให้กับประชาชนในชุมชน 2. กระตุ้นความรู้สึกที่ดีต่อการจัดการขยะ 3. ส่งเสริมกิจกรรม หรือการดำเนินงานที่ทำให้ประชาชนเห็นถึงคุณค่าในเชิงปริมาณของขยะ และด้านพฤติกรรมที่ดีของประชาชนในการจัดการขยะ การที่จะพัฒนาให้ประชาชนมีพฤติกรรมในการจัดการขยะที่ดีได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการมีทัศนคติที่ดีก่อนทั้งเป็นด้านความรู้ ความรู้สึก และนำไปสู่แนวโน้มในเชิงพฤติกรรมในที่สุด 4) การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมของสถานที่กำจัดขยะ งานวิจัยนี้นำเสนอการศึกษาคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมของสถานที่กำจัดขยะโดยมีพื้นที่ศึกษา ได้แก่ สถานีจัดขยะตำบลท่าอิบุญ และองค์การบริหารส่วนตำบลช้างตะลูด อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลจากการวิจัยพบว่า สถานีกา จดัขยะตา บลท่าอิบุญ มีระยะเวลาการคืนทุน ภายใน 5 ปีกับอีก10 เดือน อัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 15.94 มูลค่าปัจจุบันสุทธิของโครงการมีมูลค่า 16,767 บาท อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน หรือดัชนีการทำกำไร มีค่า 1.08 และอัตราผลตอบแทนภายในโครงการโดยทำการคิดลดที่ร้อยละ 7 และร้อยละ 12 โครงการจะได้ผลตอบแทนในระยะเวลา 10 ปี โครงการจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดตามเกณฑ์การยอมรับโครงการ สรุปได้ว่า การลงทุนในสถานีกำจัดขยะตำบลท่าอิบุญ มีความคุ้มค่าของการลงทุนทางด้านการเงินภายในระยะเวลา 10 ปีการประเมินคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมคุณค่าจากการใช้ประโยชน์โดยตรงองค์การบริหารส่วนตำบลอื่น ๆ ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อที่ดินสำหรับการจดัการขยะลดปัญหาขยะล้น เมืองจากการการที่ประชาชนทิ้งขยะไม่ถูกที่คุณค่าจากการใช้ประโยชน์โดยอ้อม ลดมลพิษจากการกำจัดขยะที่ไม่ถูกวิธีเช่น มลพิษทางดิน มลพิษทางอากาศ และทางน้ำลดแหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะนำโรคที่เกิดจากขยะ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาโรค ส่วนโครงการธนาคารวัสดุรีไซเคิลตำบลช้างตะลูดระยะเวลาการคืนทุนเท่ากับ 1 เดือนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยเท่ากับ 2,334 มูลค่าปัจจุบัน สุทธิของโครงการ มีค่าเท่ากับ 2,019,945 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน หรือ ดัชนีการทำกำไร มีค่าเท่ากับ 2.26 อัตรา ผลตอบแทนภายในโครงการ โดยทำการคิดลดที่ร้อยละ 12 โครงการมีผลตอบแทนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดตามเกณฑ์การยอมรับของโครงการตามอัตราผลตอบแทนทางการเงิน สรุปได้ว่า โครงการธนาคารวัสดุรีไซเคิลตำบลช้างตะลูด มีผลตอบแทนทางการเงินที่สูง มีความคุ้มค่าของการลงทุนทางการเงินเป็นอย่างมาก ภายในระยะเวลา 10 ปีการประเมินคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมคุณค่าจากการใช้ประโยชน์โดยตรง สามารถลดปัญหาขยะล้นเมือง จากการการที่ประชาชนทิ้งขยะไม่ถูกที่ และกำจัดขยะแบบไม่ถูกวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อที่ดิน สำหรับการจัดการขยะคุณค่าจากการใช้ประโยชน์โดยอ้อมสามารถลดมลพิษจากการกำจัดขยะที่ไม่ถูกวิธีเช่น มลพิษทางดิน อากาศ น้ำ และลดแหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะนำโรคที่เกิดจากขยะสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากขยะ เป็นต้น