การพัฒนาศักยภาพการผลิตพลังงานจากธุรกิจเหมืองบ่อขยะ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แนวโน้มการทำเหมืองบ่อขยะจะต้องถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่องในอนาคตเพื่อให้สอดคล้องกับ Roadmap ร่วมกับเหตุผลของการสร้างบ่อขยะใหม่ทดแทนในอนาคตที่มีความยากยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับแรงต่อต้านจากประชาชนในท้องที่ ดังนั้นทางออกเดียวที่องค์กรปกครองท้องถิ่นจะสามารถใช้การกำจัดขยะมูลฝอยซึ่งเป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายถูกที่สุดจะทำได้คือ การรื้อร่อนหรือการทำเหมืองบ่อขยะกับบ่อขยะเก่าเพื่อให้ได้ปริมาตรฝังกลบคืนมาได้ แต่ทั้งนี้จะต้องมีการทำการวิเคราะห์คุ้มค่าในการลงทุนที่ต้องพิจารณาทั้งเชิงปริมาณของขยะที่ฝังกลบซึ่งสามารถทำได้ด้วยงานสำรวจรังวัด และเชิงคุณภาพของขยะมูลฝอยที่ถูกฝังกลบ ซึ่งในประเด็นนี้ ปัจจุบันยังขาดวิธีการประเมินที่เหมาะสม น่าเชื่อถือ และมีค่าใช้จ่ายต่ำอยู่ โครงการวิจัยนี้จึงดำเนินการเพื่อเพื่อสร้างแนวทางมาตรฐานของประเทศในการประเมินศักยภาพของการผลิตเชื้อเพลิงขยะจากการทำเหมืองบ่อขยะ โดยเทคนิคการทำแผนที่ด้วยอากาศยานไร้คนขับ และธรณีฟิสิกส์แบบการวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าที่เป็นวัตุประสงค์หลักของโครงการ โดยการศึกษาและวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างค่าสภาพความต้านทานไฟฟ้ากับสัดส่วนปริมาณเชื้อเพลิงขยะในขยะที่ถูกฝังกลบ ค่าความร้อนของเชื้อเพลิงขยะ และค่าความชื้นของเชื้อเพลิงขยะ ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ของความคุ้มทุนในการพัฒนาโครงการเพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะในบ่อขยะที่หยุดดำเนินการฝังกลบไปแล้ว จำนวน 5 บ่อ และในบ่อขยะที่กำลังดำเนินการฝังกลบอยู่ จำนวน 5 บ่อ โดยใช้ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสำรวจด้วยเทคนิคการทำแผนที่ด้วยอากาศยานไร้คนขับ และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสำรวจด้วยเทคนิคธรณีฟิสิกส์แบบการวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า จากการศึกษา พบว่า องค์ประกอบของขยะในพื้นที่ฝังกลบใหม่และพื้นที่ฝังกลบเก่าจะมีความแตกต่างกัน โดยพบว่าในองค์ประกอบของขยะในพื้นที่ฝังกลบเก่า เมื่อขุดขึ้นมาแล้วจะพบว่ามีองค์ประกอบที่เป็นขยะพลาสติกมากกว่าในขยะที่ฝังกลบอยู่ในพื้นที่ฝังกลบใหม่ เนื่องจากขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น ขยะอาหาร ขยะจากสวน หรือ กระดาษ ได้ถูกย่อยสลายไปหมดแล้วในขยะเก่า นอกจากนี้ พบว่า ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กับสัดส่วนปริมาณเชื้อเพลิงขยะในขยะที่ถูกฝังกลบตามลักษณะการปิดคลุมดิน สมการตัวแปรเดียวจากความสัมพันธ์ถดถอยเชิงเส้นที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุดถูกนำมาประเมินปริมาณขยะในพื้นที่ฝังกลบเบื้องต้น โดยพื้นที่ฝังกลบที่มีการใช้วัสดุกลบทับสามารถหาค่าร้อยละของเชื้อเพลิงขยะได้โดยใช้สมการ RDF = 0.0631RS + 48.866 (r2 = 0.115) ในส่วนของพื้นที่ฝังกลบที่ไม่ใช้วัสดุกลบทับสามารถหาค่าร้อยละของเชื้อเพลิงขยะได้โดยใช้สมการ RDF = 0.1917RS + 41.753 (r2 = 0.266) โดย RDF แทนค่าร้อยละของเชื้อเพลิงขยะ และ RS แทนค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า (โอห์ม.เมตร) ส่วนผลการนอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างขยะเชื้อเพลิงและตัวแปรอื่น ๆ โดยใช้สมการถดถอยหลายตัวแปร พบว่าสมการที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า ปริมาณขยะ ค่าความร้อน ค่าความชื้น และองค์ประกอบขยะที่มีนัยสำคัญ ต่อลักษณะของขยะ คือสมการเส้นโค้งหลายตัวแปร สำหรับพื้นที่ฝังกลบที่มีการใช้วัสดุกลบทับสามารถหาค่าร้อยละของเชื้อเพลิงขยะได้และคุณภาพด้านความชื้นและค่าความร้อนโดยใช้สมการ RDF = 91.293+0.013RS-0.06MC-0.915CD+0.002LHV-3.39?10-7LHV2 (r2 = 0.944) บนความเชื่อมั่นร้อยละ 68.5 ส่วนของพื้นที่ฝังกลบที่ไม่ใช้วัสดุกลบทับใช้สมการ RDF = 115.068+0.034RS-0.272MC-0.780CD-0.024LHV+8.83?10-6LHV2-9.63?10-10LHV3 (r2 = 0.900) บนความเชื่อมั่นร้อยละ 95.0 โดย MC LHV และ CD และ LHV แทนค่าความชื้น ความร้อนต่ำของขยะ และองค์ประกอบขยะที่มีคุณสมบัติ นำไฟฟ้า ตามลำดับ ในส่วนวิเคราะห์ความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าโดยส่วนใหญ่โครงการทำเหมืองขยะเพื่อผลิตเชื้อเพลิงทั้งกรณีบ่อขยะที่ปิดดำเนินการไปแล้ว (ขยะเก่า) และกรณีบ่อขยะที่ยังดำเนินการอยู่ (ขยะใหม่) มีความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์เกือบทุกพื้นที่ นอกจากนี้พบว่า อัตราค่าทำเหมืองบ่อขยะ ในกรณีภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนและภาครัฐจ่ายค่าทำเหมืองบ่อขยะให้กับเอกชนโดยคิดจากปริมาณขยะที่กำจัดได้นั้นแปรผกผัน ตามปริมาณและระยะทางจากบ่อขยะถึงโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ โดยมีอัตราค่าทำเหมืองบ่อขยะอยู่ระหว่าง 150-200 บาท/ตัน