การสำรวจปริมาณโซเดียมที่ขับออกมาทางปัสสาวะและปัจจัยที่มีผลต่อการกินเค็มในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลตำบลดอนแก้วอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การลดการกินเค็มจะช่วยป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases :CVD) การที่จะให้ประชาชนลดการกินเค็ม ต้องให้แต่ละคนตระหนักและ ทราบก่อนว่าเขาเป็นคนที่กินเค็มหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่คนทั่วไปไม่ทราบว่าตนเองเป็นคนกินเค็มหรือไม่ และ การศึกษาวิจัยในการส ารวจการกินเค็มในชุมชนยังมีจ านวนจ ากัด ทั้งๆที่โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็น ปัญหาสาธารณสุขที่เป็นสาเหตุต้นๆที่ท าให้คนไทยเสียชีวิต การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อท าการ ส ารวจวัดระดับโซเดียมในปัสสาวะ และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกินเค็มในต าบลดอนแก้ว อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบการวิจัยเป็นแบบส ารวจภาคตัดขวาง (Cross-sectional survey study) ท าการส ารวจใน ผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการและสามารถเก็บปัสสาวะทุกครั้งที่มีการปัสสาวะใน ตอนกลางคืนจนถึงตื่นนอนตอนเช้า (overnight collected urine) จ านวน 168 คน ตรวจหาระดับ โซเดียมโดยใช้เครื่องตรวจ KME-03 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นและมีการทดสอบความเชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาที่ระดับความเชื่อมั่น 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ข้อมูลเพื่อหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกินเค็ม คือ Binary Logistic Regression ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย อายุเฉลี่ย 57.50 ปี (SD. 9.60) เป็นเพศหญิง ร้อยละ 80.40 มีผู้กินเค็มเกินระดับที่องค์การอนามัยโลกก าหนดไว้ คือค่าโซเดียมคลอไรด์ในปัสสาวะเกิน 5 กรัม ต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 88.10 ค่าเฉลี่ยโซเดียมคลอไรด์ในปัสสาวะ 8.70 กรัมต่อวัน (S.D. 2.70). ในกลุ่ม ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีคนกินเค็มร้อยละ 82.5 กลุ่มเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงร้อยละ 90.9 และกลุ่ม ความดันปกติร้อยละ 90.3 การวัดปริมาณโซเดียมในอาหารที่ปรุงเองต่อปริมาณอาหาร 100 กรัมของ ประชาชนในต าบลดอนแก้วมีค่าเฉลี่ย 482.81 มิลลิกรัม (SD 165.56) การปรุงอาหารในกลุ่มผู้ป่วยความ ดันโลหิตสูงมีการปรุงอาหารที่มีโซเดียมสูงสุด (Mean 503.55, SD 173.99) รองมาคือกลุ่มเสี่ยงต่อความ ดันโลหิตสูง (Mean 486.53 , SD 158.39) และกลุ่มความดันปกติ (Mean 476.76, SD 166.39 ) ตามล าดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกินเค็ม พบว่า ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารเค็ม ความรู้เกี่ยวกับ อันตรายของการกินเค็ม มีความสัมพันธ์ต่อการบริโภคเค็ม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ โดยผู้ที่มีระดับความรู้ น้อยมีการบริโภคเค็มร้อยละ 97.3 คิดเป็น 8.28 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับความรู้ดี (Adjusted OR 8.28, 95% CI 1.80-38.17) สรุปและข้อเสนอแนะ ส่วนใหญ่มีการบริโภคอาหารเค็มเกินที่ระดับที่องค์การอนามัยโลกก าหนด ไว้เป็นจ านวนมาก ซึ่งน าไปสู่การเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรค CVD ดังนั้น ควรให้ความส าคัญในการหา แนวทางและนวัตกรรมใหม่เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อการลดเค็ม ลดโรคต่อไป ค าส าคัญ : โซเดียม ลดเค็ม โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด