กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยนี้ศึกษาการสลายสารกำจัดเชื้อราคาร์เบนดาชิมตกค้างในใบกุยช่ายด้วยปฏิกิริยาโพโตคะ ตะไลสิสโดยใช้เส้นใยที่สังเคราะห์จากเทคนิคอิเล็กโตรสปินนิ่ง 2 ชนิด คือเส้นใย titanium n-butoxide ผสม กับโพลิเมอร์ polyvinyl pyrrolidone และเส้นใย titanium (N) isopropoxide ผสมกับโพลิเมอร์ polyvinyl pyrrolidone โดยเส้นใยที่สังเคราะห์ได้ นำไปเผาที่อุณหภูมิต่างๆ กัน เพื่อให้เกิดเป็นผลึก โครงสร้างผล็กอนาเทสและรไทลในสัดส่วน 100:0, 80:20, 70:30, 50:50 และ 30:70 จากนั้นจึงศึกษาการ สลายสารกำจัดเชื้อราโดยแชใบกุยช่ายจำนวน 50 กรัมในน้ำ 1 ลิตร ที่มีเส้นใยปกคลุมอยู่ 1 กรัม แล้วฉาย แสงอัลตราไวโอเล็ตเอ (ความเข้ม 3.95-4.01 มิลลิวัตต์/ตร.ชม.) เป็นเวลานานตั้งแต่ 5 นาที ไปจนถึง 60 นาที เมื่อครบแต่ละช่วงเวลาได้นำใบกุยช่ายไปสกัดหาความเข้มข้นของสารคาร์เบนดาซิมตกค้างที่ยังคงหลงเหลือ อยู่เปรียบเทียบกับความเข้มขันเริ่มต้นก่อนทำการทดลอง ผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนโครงสร้างผลึกอนาเทส:รูไทล์ที่ 70:30 เป็นสัดส่วนที่ดีที่สุดในการสลายสาร ตกค้างคาร์เบนดาชิม โดยเส้นใย titanium n-butoxide ผสมกับโพลิเมอร์ polyvinyl pyrrolidone สามารถ ลดสารคาร์เบนดาซึมได้ 91.4-99.696 ในเวลา 5-60 นาที ส่วนเส้นใย titanium (N) isopropoxide ผสมกับ โพลิเมอร์ polyvinyl pyrolidone สามารถลดได้ 87-99.2% ภายในเวลา 5-60 นาทีเช่นกัน ซึ่งผ่าน มาตรฐานของสหภาพยุโรปที่กำหนดปริมาณคาร์เบนดาชิมในใบกุยช่ายไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขณะที่ การแช่น้ำเพียงอย่างเดียวหรือการเปิดน้ำไหลผ่านเป็นเวลานาน 60 นาที ไม่สามารถดสารตกค้างจนผ่าน มาตรฐานสหภาพยุโรปได้ โดยปริมาณเส้นใยที่เหมาะสมกับปฏิกิริยาโฟโตคะตะไลสิสในการศึกษานี้คือเส้นใย 1 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร