ความหลากหลายสายพันธุ์ทางพันธุศาสตร์ ปัจจัยก่อโรคที่สำคัญ และความไวของเชื้อดื้อยา Staphylococcus aureus ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เชื้อ MRSA เป็นเชื้อก่อโรคที่สาคัญในโรงพยาบาลทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการรักษาการติดเชื้อ MRSA มักต้องใช้ยาต้านจุลชีพที่มีราคาแพง มีผลข้างเคียงมากและมีอัตราตายสูงกว่าการติดเชื้อสายพันธุ์ที่ไม่ดื้อต่อ methicillin และในระยะ 10 ปีที่ผ่านมามีรายงานว่า เชื้อ MRSA มีความไวต่อยา Vancomycin ลดลง โดยมีค่า MIC ของเชื้อเพิ่มสูงขึ้น และพบการดื้อยา Vancomycin บ่อยขึ้น จึงนับว่าปัญหาสาคัญระดับชาติที่ควรมีการควบคุมเฝ้าระวัง และเป็นที่สนใจในวงการแพทย์และสาธารณสุข และเนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีรายงานโรคติดเชื้อ MRSA ในระบบเฝ้าระวังแบบเป็นแบบแผนในระดับประเทศ ผู้วิจัยได้เล็งเห็นปัญหาและความสาคัญในการค้นหา ติดตาม เฝ้าระวังลักษณะสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอย่างเป็นระบบ ดังนั้น จึงได้ทาการทดสอบหาความหลายทางสายพันธุ์ของเชื้อ MRSA โดยวิธี Pulsed field gel electrophoresis (PFGE) พบว่า รูปแบบ A เป็นสายพันธุ์หลักที่พบในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รองลงมาคือ รูปแบบ F, L, H, K, J, I, O, B, D, C, M, E, G และ Nตามลาดับ และผลการตรวจหายีนดื้อยาและยีนที่จาเพาะในการผลิต toxin พบว่า เชื้อ MRSA ทั้งหมดจานวน 100 สายพันธุ์ พบยีน mecA และ femA แต่ไม่พบยีน sec, sed, eta, etb และ tst นอกจากนี้พบยีน sea, see และ seb พบร้อยละ 40, 39 และ37 ตามลาดับ สาหรับแบบแผนยีน (virulence gene pattern) พบว่ามี 6 รูปแบบ ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่ร้อยละ 36 มีเป็นรูปแบบที่ 2 และ 4 ส่วนผลการทดสอบหาค่าความเข้มข้นต่าสุดของยาในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ พบว่าเชื้อ MRSAทั้งหมดไวต่อยา Vancomycin, Linezolid และTeicoplanin (MIC= 0.38-2, 0.5-4 และ 0.25-1.5 ?g/ml ตามลาดับ) นอกจากนี้พบว่า เชื้อส่วนใหญ่ไวต่อยา Fusidic acid, Mupirocin, Rifampicin, Trimethoprim-Sulfamethoxazole และ Trimethoprim พบร้อยละ 97, 96, 94, 93 และ87 ตามลาดับ เละพบว่าเชื้อส่วนใหญ่ดื้อต่อยา Cefpirome สูงถึงร้อยละ 98 และ Clindamycin ร้อยละ 88 นอกจากนี้พบรูปแบบแผนการดื้อยาทั้งหมด9 รูปแบบ ซึ่งร้อยละ 75 มีแบบแผนการดื้อยาในรูปแบบที่ 1 คือ VASSXTSFUSRDSTMSCRRCDRLNZSMUPSTECS นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพในการจาแนกสายพันธุ์ทั้ง 3 วิธี โดยใช้วิธีคานวณตามสูตร Simpsons Index of Diversity พบว่าวิธี PFGE มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งมีค่า Discriminatory index(D) = 0.907 รองลงมาคือวิธี PCR (D=0.697) และ E-test มีค่า (D = 0.429)