การแยกและศึกษาสมบัติของ Methicillin-Resistant Staphylococcus aureus (MRSA) จากประชากร ผู้ป่วย และปศุสัตว์ในจังหวัดพัทลุง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกของประชากรเด็กก่อนวัยเรียน (5-7 ปี) จากโรงเรียนอนุบาล รวม ทั้งสิ้น 398 ตัวอย่าง และจากประชากรผู้ใหญ่ (18-60 ปี) จำนวน 265 คน ในจังหวัดพัทลุง สตูล และตรัง เพื่อศึกษาความชุกของ S. aureusโดยเพาะเชื้อบนอาหาร Mannitol Salt Egs Yolk Agar พิสูจน์ เอกลักษณ์ของเชื้อด้วยวิธีมาตรฐานทางจุลชีววิทยา พบเชื้อที่โพรงจมูกของเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 213 คน คิดเป็นร้อยละ 53.77 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไวต่อเมซิลลิน (MSSA) 202 ไอโซเลทและดื้อต่อเมธิซิลลิน (MRSA) 11 ไอโซเลท ในขณะที่พบเชื้อในผู้ใหญ่จำนวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 20 ซึ่งเป็น MSSA 52 ไอโช เลท และ MRSA 1 ไอโซเลท นอกจากนั้นยังแยก 5 aureus ได้จากตัวอย่างจากปศุสัตว์ (น้ำนม และ เนื้อสัตว์) ได้อีก 20 ไอโซเลท เป็น MSSA 19 ไอโซเลท และ MRSA 1 ไอโซเลท ซึ่ง MRSA ทั้ง 13 ไอโซเลท ตรวจพบ ยืน mecA และ nuc และมีค่า MIC ต่อยา oxacilin อยู่ระหว่าง 4-1,024 มg/ml MRSA ที่ แยกได้ดื้อต่อยาเพนนิซิลลิน ออกซาชิลิน เซฟซิติน เตตร้าชัยคลิน อะม๊อกซีซิลิน/คาวูลานิกแอซิด คลินดา มัยชิน และอีริโธรัยชิน จากการตรวจหาชนิดของ SCCmec ใน MRSA ในที่แยกได้จากชุมชนทั้ง 12 ไอโช เลท พบว่า เป็น SCCmec type II!จำนวน 2 ไอโซเลท (R24 และ MRSA2) SCCmec type แ จำนวน 5 ไอโซเลท (TS13, TS14, TS19, TS28 และ TS47) SCCmec type IVจำนวน 2 ไอโซเลท (TS18 และ TS24) และ SCCmec type I/I จำนวน 1 ไอโซเลท (R9) และไม่สามารถระบุชนิด SCCmec (non Type 1V)จำนวน 2 ไอโซเลท เป็นที่น่าสนใจเมื่อพบว่ามี 2 ไอโซเลท ที่ตรวจพบยีน pv นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังแยก Methicillin-resistant coagulase negative staphylococci (MR-CoNS) ได้จากเด็กก่อนวัยเรียน จำนวน 38 คนจาก 100 คน คิดเป็นร้อยละ 38 โดย MR-CoNS ที่แยกได้มีค่า MIC ต่อยา oxacilin ระหว่าง 2 1,024 u9/ml ซึ่ง MRCoNS ที่แยกได้นี้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด ได้แก่ เพนนิซิลลิน ออกชาชิลิน เซโฟซิติน อีริโธรัยชิน เตตร้าชัยคลิน อะม็อกซีชิลิน/คาวูลานิกแชิด คลินดามัยซิน เจนต้ามัยชิน คลอ แรมฟินิคอล และฟอสโฟมัยชิน การสร้างไบโอฟิล์มและโปรตีนที่ผิวเซลล์เกี่ยวข้องกับพยาธิกำเนิดของการติดเชื้อ S. aureus ใน การศึกษานี้ทดสอบการสร้างไบโอฟิล์ม และตรวจสอบยีน icaAD, fnb4 และ cna ใน MSSA 106 ไอโช เลท และ MRSA 15 ไอโซเลท ซึ่งแยกได้จากชุมชน ปศุสัตว์ และโรงพยาบาลในจังหวัดพัทลุง พบว่าตรวจ พบการสร้างไบโอฟิล์มของเชื้อจำนวน 80 ไอโซเลท (75.47%) และ 11 ไอโซเลท (73.33%) เมื่อตรวจ ด้วยวิธี congo red agar (CRA) และ microtiter plate (MTP) ตามลำดับ ทั้งสองวิธีให้ผลที่สอดคล้อง กัน 80 ไอโซเลท (66.11%) ยืน icaAD ตรวจพบใน 5. aureus 94 ไอโซเลท (77.69%) พบความไม่ สอดคล้องกันในเชื้อจำนวน 12 ไอโซเลท (10%) และ 12 ไอโซเลท (10%) ที่ตรวจไม่พบยืน Ica4D แต่ ให้ผลการทดสอบการสร้างไบโอฟิล์มเป็นบวกเมื่อทดสอบด้วยวิธี MTP และ CRA ตามลำดับ มีเพียง 49 ไอโซเลท (40.50%) ที่ตรวจพบยืน ca ตรงกันข้ามกับ fnbA ซึ่งพบในเกือบทุกไอโซเลทของ S. aureus ยืน :caAD และ bA พบได้ในเกือบทุกไอโซเลทของเชื้อที่ทดสอบ ชี้ห้เห็นว่ามีการกระจายของยีนชนิดนี้ ในระดับที่สูง และยีนเหล่านี้มีการแพร่กระจายอย่างใกล้เคียงกันในกลุ่มของ MRSA และ MSSA ท้ายที่สุด ไม่พบความแตกต่างของการกระจายตัวของยีน Adhesin ระหว่างสายพันธุ์ที่แยกได้จากชุมชนและ โรงพยาบาล การพU MRSA ในโพรงจมูกของกลุ่มตัวอย่างเด็กก่อนวัยเรียนและในผู้ใหญ่ รวมทั้งในปศุสัตว์ แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของเชื้อในชุมชนและจำเป็นที่ต้องมีการเฝ้าระวังการแพร่กระจายของเชื้อนี้ใน ชุมชนต่อไป งานวิจัยนี้เป็นรายงานแรกที่พU MRSA ที่มี SCCmec Type IV ในเด็กก่อนวัยเรียนที่มี สุขภาพดีในประเทศไทย