การศึกษาศักยภาพการผลิตและคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระของผักพื้นบ้านวงศ์ Labiatae (กะเพรา โหระพาและสะระแหน่) ในตำบลหนองดินแดง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากการสังเคราะห์นั้นถึงแม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่มีข้อจำกัดของการใช้ ราคาแพงและอาจมีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยของการบริโภค ดังนั้นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากธรรมชาติจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผักพื้นบ้านที่อยู่ในวงศ์ Labiatae เช่น กะเพรา โหระพา และสะระแหน่เป็นผักที่สามารถหามาบริโภคได้ง่ายและปลูกกันมากในจังหวัดนครปฐมแต่ด้วยอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจำนวนมาก การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก จำนวนครอบครัวของเกษตรกรที่เพาะปลูกและผลผลิตโดยรวม ภายหลังจากประสบอุทกภัย และทดสอบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของผักพื้นบ้านที่อยู่ในวงศ์ Labiatae (กะเพรา โหระพา และสะระแหน่) เพื่อศึกษาถึงศักยภาพการผลิตในปัจจุบันและเพิ่มมูลค่าของผักพื้นบ้านดังกล่าวให้มีมากขึ้น โดยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรในกลุ่มตัวอย่าง ณ ห้องประชุม อบต. หนองดินแดง อ.เมือง จ.นครปฐม ภายหลังการรวบรวมข้อมูลพบว่า ปริมาณพื้นที่เพาะปลูก จำนวนครอบครัวของเกษตรกรที่เพาะปลูกและผลผลิตโดยรวม ของกะเพรามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับโหระพาและสะระแหน่ที่มีแนวโน้มลดลง สำหรับการทดสอบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้จากการสกัดใบ ลำต้น และรากของผักพื้นบ้านด้วยเมทานอลที่มีความเข้มข้น 99.9% ซึ่งผลทดสอบพบว่าเมื่อเปรียบเทียบสารสกัดที่ได้จากใบของผักพื้นบ้านทั้ง 3 ชนิด สารสกัดจากใบของกะเพรามีค่าความสว่าง (L*) น้อยที่สุดและค่า hue angle มากที่สุด สอดคล้องกับปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ คลอโรฟิลล์ บี และฟีนอลทั้งหมดที่มีค่าสูงกว่าสารสกัดที่ได้จากใบของโหระพา และสะระแหน่ ส่งผลให้ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของใบกะเพรามีค่าสูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ สำหรับการเปรียบเทียบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของส่วนต่าง ๆ ของผักพื้นบ้านพบว่าส่วนใบของผักพื้นบ้านทั้ง 3 ชนิดมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าส่วนของลำต้นและรากเนื่องมาจากคลอโรฟิลล์ ดังนั้นปริมาณของคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารสีที่สำคัญอยู่ในใบมีส่วนสำคัญที่ทำให้ใบมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้ดียิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากปริมาณฟีนอลทั้งหมดที่มีอยู่ในพืช