การติดตามผลการดำเนินงานด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขังกรมราชทัณฑ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเรื่อง “การติดตามผลการดำเนินงานด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขัง กรมราชทัณฑ์” มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการปฏิบัติกับผู้ต้องกักขัง เพื่อศึกษาทัศนะของเจ้าหน้าที่ ผู้ต้องกักขัง ต่อการดำเนินงานในสถานกักขัง และเพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาอุปสรรคและแสวงหาแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขัง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีการศึกษาวิจัยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานกักขังและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 97 คน ผู้ต้องกักขัง จำนวน 295 คน มีการจัดประชุมกลุ่มเฉพาะ (Focus Group) หัวหน้าสถานกักขังและ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 125 คน รวมทั้งจัดสัมมนาทางวิชาการหัวหน้าสถานกักขัง นักวิชาการและผู้บริหารในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลพื้นฐานของผู้ต้องกักขังกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย มีอายุ 21-30 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ร้อยละ 10.5 เป็นชาวต่างด้าว ได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาว ส่วนใหญ่ผู้ต้องกักขังมีสถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีอาชีพรับจ้างทั่วไป มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 5,001-10,000 บาท พักอาศัยอยู่กับภรรยา หรือสามี ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.8 ต้องโทษกักขังเป็นครั้งแรกในคดี พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ความผิดฐานเสพยาเสพติดและครอบครองเพื่อเสพ) ส่วนใหญ่มีประสบการณ์เคยต้องโทษมาแล้วมากกว่า 1 ครั้ง ร้อยละ 61.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานขั้นตอนการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขัง พบว่า การรับตัวผู้ต้องกักขัง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.9 มีความคิดเห็นว่าขั้นตอนการรับตัวผู้ต้องกักขัง มีความเหมาะสม การกักขังและการปกครอง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 93.2 ได้รับแจ้งจาก เจ้าหน้าที่ถึงกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ของสถานกักขัง ด้านความเสมอภาคเท่าเทียมและ เป็นธรรม ส่วนใหญ่ ร้อยละ 92.5 เห็นว่าสถานกักขัง มีความเสมอภาคเป็นธรรมเท่าเทียมกัน ด้านเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ต้องกักขัง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.1 ให้ความคิดเห็นว่าเจ้าหน้าที่สามารถดูแล ผู้ต้องกักขังได้อย่างทั่วถึง ด้านเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขังอย่างเหมาะสมกับฐานความผิด และไม่ปฏิบัติเหมือนผู้ต้องกักขังเป็นผู้กระทำผิดร้ายแรง ร้อยละ 97.3 ด้านกระบวนการควบคุม ของเจ้าหน้าที่ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 95.9 มีความคิดเห็นว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องกักขังได้เหมาะสม ด้านระเบียบข้อบังคับในสถานกักขัง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 94.6 ให้ความคิดเห็นว่ามีความเหมาะสม และสถานที่ที่ใช้ในการกักขัง ส่วนใหญ่ร้อยละ 65.0 เห็นว่ามีความเหมาะสม การเยี่ยม หรือการติดต่อบุคคลภายนอก ส่วนใหญ่ ร้อยละ 43.8 ใช้บริการ ห้องเยี่ยมญาติมากที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ต้องกักขัง ส่วนใหญ่ร้อยละ 46.1 ไม่มีญาติมาเยี่ยม ด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสะดวกต่อการให้บริการของสถานที่ในการติดต่อเยี่ยม ii ส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.0 มีความคิดเห็นว่าสถานกักขังมีการจัดสถานที่ในการเยี่ยมเป็นระเบียบ เรียบร้อย ด้านการให้การศึกษาอบรมและกิจวัตรประจำวัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 73.6 เห็นว่ากิจวัตร ประจำ วันที่สถานกักขังกำ หนดไว้สำ หรับผู้ต้องกักขังมีความเหมาะสมอยู่แล้ว ด้านการ จัดสวัสดิการ ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.3 มีความเห็นว่าอาหารที่จัดให้มีคุณภาพที่ดี และมีปริมาณ เพียงพอ ร้อยละ 79.7 มีความคิดเห็นว่าเครื่องนอนที่จัดให้เพียงพอ ด้านการจัดการเกี่ยวกับ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ร้อยละ 50.5 มีความคิดเห็นว่าเจ้าหน้าที่จัดทำบัญชี รับ-ฝาก ทรัพย์สิน โดยสามารถตรวจสอบได้สะดวก ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและความรู้สึกต่อศักดิ์ศรีและคุณค่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 54.4 คิดว่าโทษกักขังส่งผลกระทบด้านครอบครัว ความคิดเห็นของผู้ต้องกักขัง และข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.4 มีความต้องการฝึกวิชาชีพระยะสั้น และร้อยละ 75.6 ไม่มีปัญหาอุปสรรคขณะอยู่ในสถานกักขัง ความคิดเห็นการดำเนินงานโดยภาพรวม ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.8 มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน โดยรวม ในระดับพอใช้ ข้อมูลพื้นฐานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสถานกักขัง ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ ต่ำ กว่า 31 ปี มีสถานภาพโสด สำ เร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นพนักงานราชการ มีรายได้ 5,000-10,000 บาท/เดือน ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องกักขัง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.2 มีความคิดเห็นว่าการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขังมีความแตกต่างจากการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ ร้อยละ 85.7 มีความรู้สึกภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานสถานกักขัง ด้านแนวทางการพัฒนาเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ ร้อยละ72.4 พบว่า เจ้าหน้าที่มีคู่มือการปฏิบัติงาน ร้อยละ 54.1 ไม่ได้รับ การอบรมเรื่องแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขัง และร้อยละ 98.0 มีความต้องการได้รับการ ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ ความคิดเห็นด้านสวัสดิการการเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ( ? = 2.21) ด้านความตรากตรำในการทำงาน อยู่ในระดับปานกลาง ( ? = 2.78) ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง ( ? = 2.73) ด้านสิ่ง อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง ( ? = 2.87) และความคิดเห็นด้าน การมีส่วนร่วมกับเพื่อนร่วมงานและหน่วยงานอื่น ๆ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( ? = 3.31) ปัญหาอุปสรรค แนวทางการดำเนินงานด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องกักขัง พบว่า ส่วนใหญ่ มีปัญหาด้านการอนามัยและสุขาภิบาล ร้อยละ 83.7 รองลงมามีปัญหาด้านการให้ การศึกษาและกิจวัตรประจำวัน สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข คือ ปัญหางบประมาณ ในการดำเนินงาน ปัญหาการรักษาพยาบาลผู้ต้องกักขัง ขาดแคลนอัตรากำลัง การจัดกิจกรรม ประจำวันให้แก่ผู้ต้องกักขัง ในภาพรวมเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.0 มีความคิดเห็นต่อการ ดำเนินงานสถานกักขังในระดับพอใช้ iii ข้อเสนอแนะของคณะวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1. กรมราชทัณฑ์ควรกำหนดและจัดสรรอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถาน กักขังที่มีพื้นที่อยู่ภายในเรือนจำเป็นการเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องกักขัง 2. ควรมีการจัดฝึกอบรมและสัมมนาเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถานกักขัง เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงาน 3. ควรให้สถานกักขังจัดกิจกรรมในการแก้ไขผู้ต้องกักขัง เพื่อเป็นการใช้เวลา ว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เช่น การให้การศึกษา การฝึกวิชาชีพระยะสั้น การอบรมศีลธรรม จริยธรรม การจัดโปรแกรมต่าง ๆ ในการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ฯลฯ 4. ควรจัดทำเอกสารคู่มือในการปฏิบัติตัวของผู้ต้องกักขัง สำหรับมอบให้ผู้ต้อง กักขัง เพื่อให้ผู้ต้องกักขังทราบระเบียบและวิธีการปฏิบัติตนในสถานกักขัง 5. ควรจัดทำมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเพื่อให้เป็นมาตรฐานแนวทาง เดียวกันทั่วประเทศ 6. สถานกักขังทุกแห่งควรประชาสัมพันธ์เรื่อง การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อ ขอทำงานบริการสังคมแทนโทษกักขังให้ผู้ต้องกักขังทราบ เพื่อเป็นการลดการบังคับใช้โทษกักขัง ให้น้อยลง 7. ควรมีการเลี่ยงการใช้โทษกักขัง โดยใช้มาตรการอย่างอื่น เช่น กักขังที่บ้าน ชะลอการฟ้อง ให้ทำงานสาธารณะ ตั้งกองทุนช่วยเหลือการชำระค่าปรับ จัดตั้งสถานกักขังเอกชน ฯลฯ 8. ควรมีการผลักดันผู้ต้องกังขังต่างด้าวซึ่งมีจำนวนมากในสถานกักขังกลับ ประเทศ เพื่อลดภาระการกักขังของเรือนจ