กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. ศึกษาการนำวัดและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดโดยพัฒนาเป็นสถานกักบริเวณในโทษที่เหมาะสมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในภาครัฐ ๒. ทดลองนำผู้ที่ได้รับการพักการลงโทษโดยมีเงื่อนไขการคุมประพฤติเข้าไปเรียนรู้การพัฒนาตนที่วัดและชุมชนต้นแบบ เพื่อปรับสภาพ ฟื้นฟูจิตใจ และทัศนคติ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สังคม ๓. พัฒนานวัตกรรมการนำวัดและชุมชนต้นแบบเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดโดยดำเนินการเป็นสถานกักบริเวณในโทษที่เหมาะสมเพื่อบำบัดจิตใจผู้กระทำความผิด การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยเริ่มจากการหาแนวทางการลดภาระในภาครัฐโดยใช้วัดและชุมชนเป็นสถานกักขังในโทษที่เหมาะสม สร้างชุดปฏิบัติการวิจัยและทดลองนำผู้ที่ได้รับการพักการลงโทษเข้าไปเรียนรู้การพัฒนาตนที่วัดและชุมชนต้นแบบ หาค่าระดับความคิดเห็นของผู้กระทำผิดก่อนและหลังการเรียนรู้การพัฒนาตนที่วัดและชุมชนต้นแบบ ดำเนินการพัฒนาจนได้นวัตกรรมการนำวัดและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟู ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ๑. การนำวัดและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดโดยพัฒนาเป็นสถาน กักบริเวณในโทษที่เหมาะสมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในภาครัฐ วิธีการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดควรจะเน้นที่ ตัวผู้กระทำมากกว่าการกระทำความผิด โดยเน้นการศึกษาผู้กระทำผิดเป็นรายบุคลเพื่อหาสาเหตุการกระทำผิดและแนวทางแก้ไข เพื่อเปิดโอกาสให้วัดและชุมชนได้แก้ไขผู้กระทำความผิดโดย การให้ความรู้ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการพัฒนาทักษะ เพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ๒. ทดลองนำผู้ที่ได้รับการพักการลงโทษโดยมีเงื่อนไขการคุมประพฤติเข้าไปเรียนรู้การพัฒนาตนที่วัดและชุมชนต้นแบบโดย การวางแผนพัฒนา การพัฒนาตามแผน การสังเกตผลการพัฒนา และการประเมิน การปรับสภาพ ฟื้นฟูจิตใจ ทัศนคติเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สังคม การดำเนินงานควรกระทำในลักษณะของความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เน้นการบูรณาการจากหลากหลายภาคส่วนสนับสนุน และผลักดันให้สังคมเกิดความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช้แนวทางแก้แค้นแต่หันมาสู่แนวทางแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ๓. การพัฒนานวัตกรรมการนำวัดและชุมชนต้นแบบเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด ประกอบด้วย ๑) การฝึกอบรมและพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาความรู้ การพัฒนาคุณธรรม และการพัฒนาทักษะ ๒) รูปแบบของศูนย์แก้ไขในชุมชน ได้แก่ โครงสร้างและการบริหารงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การปฏิบัติใช้หลักความสมดุล การฝึกวิชาชีพสอดคล้องกับความสนใจ สถานที่ต้องแบ่งบริเวณให้เหมาะสม ผู้ดูแลต้องมีความรู้ ผู้กระทำความผิดต้องได้รับสิทธิตามกฎหมาย ๓) ลักษณะของศูนย์แก้ไขในชุมชน ได้แก่ การมีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อรองรับทั้งการควบคุมและการแก้ไขฟื้นฟู การให้ผู้กระทำผิดพักอาศัยอยู่แบบบางเวลา เช่น ไปทำงานหรือเรียนหนังสือแล้วกลับเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์ ข้อเสนอแนะ ๑. ผู้กระทำผิดในแต่ละกลุ่มควรมีหลักสูตรการแก้ไขฟื้นฟูตามความเหมาะสม อาจแยกตามประเภทคดีหรือแยกตามพฤติกรรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าจะมุ่งแก้ไขฟื้นฟูกลุ่มใด เนื่องจากการมุ่งปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมจะต้องอบรมติดต่อกันอย่างต่อเนื่องถึงจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ๒. สำหรับการแก้ไขฟื้นฟื้นฟูผู้กระทำผิดควรให้เข้ามาอยู่ในสถานที่แก้ไขฟื้นฟูในชุมชนที่จัดตั้งขึ้น ในรูปแบบลักษณะที่เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดของแต่ละคน และมีการควบคุมเท่าที่จำเป็น ๓. การดำเนินงานเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยควรมีรูปแบบสถานที่พักอาศัยสำหรับเตรียมการปลดปล่อยออกจากเรือนจำ และใช้เป็นศูนย์แก้ไขในชุมชน สำหรับผู้กระทำผิดประเภทที่ศาลเห็นว่ายังไม่ควรลงโทษจำคุกในเรือนจำควรให้โอกาสทดลองใช้ชีวิตในการแก้ไขพฤติกรรมในชุมชน ๔. ศูนย์ควบคุมในชุมชนควรได้รับการพัฒนาและจัดตั้งขึ้นในรูปแบบลักษณะที่หลากหลายเพื่อรองรับวัตถุประสงค์การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในกระบวนการยุติธรรม ทั้งการควบคุม การแก้ไขฟื้นฟู การเตรียมการปลดปล่อย สามารถพิจารณาจัดตั้งรูปแบบการให้บริการที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและสถานการณ์แต่ละท้องถิ่น
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. Key elements demonstrated in relevant environments
การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดโดยการใช้วัดเป็นสถานที่ในการกักบริเวณในโทษ กักขัง คุมประพฤติ และการพักการลงโทษ แทนเรือนจำ ทัณฑสถาน และสถานกักขัง จะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในภาครัฐของประเทศไทย
ในปัจจุบันไม่มีการนำผู้กระทำผิดไปกักบริเวณไว้ที่วัด แต่นำไปกักขังยังสถานกักขัง จำนวน 5 แห่ง และนำไปกักขังยังเรือนจำที่ได้รับการประกาศจากกระทรวงยุติธรรมให้เป็นสถานกักขัง จำนวน 88 แห่ง ซึ่งการนำผู้กระทำผิดไปกักขังยังเรือนจำ จำนวน 88 แห่งนี้ เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 8 — 8. proposed solution(s) as well as a plan for societal adaptation complete and qualified
การลงโทษจำคุกหรือกักขังในสถานที่กักขังนั้นสมควรที่จะนำมาใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น ซึ่งในประเทศอื่นมีการหามาตรการ มาใช้เพื่อเลี่ยงโทษจำคุก เช่น การกักขังในบ้าน (House Arrest) ดังนั้นแทนที่จะนำผู้กระทำผิดไปกักขังในสถานกักขังหรือเรือนจำแต่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยนำผู้กระทำความผิดไปกักบริเวณไว้ที่วัด เพื่อดูแลทำความสะอาดบำเพ็ญประโยชน์ และเป็นการปรับสภาพ ฟื้นฟูจิตใจ ทัศนคติ จะช่วยให้จิตใจสงบ มีสมาธิ ทำให้อารมณ์เย็นลง มีสติ คิดก่อนทำ มีความสุขุมรอบคอบขึ้นช่วยให้ผู้กระทำความผิดได้สำนึกและแก้ไขปรับปรุงตัวเอง
กรมราชทัณฑ์มีสถานกักขัง จำนวน 5 แห่ง แต่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2545 มาตรา 24 บัญญัติว่า “ผู้ใดต้องโทษกักขัง ให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขัง ซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ สถานีตำรวจ หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน”จึงต้องสร้างสถานกักขังเพิ่มขึ้นอีกเพื่อรองรับผู้ถูกกักขังให้ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและบุคลากรเป็นจำนวนมาก