มาตรฐานจันทน์แปดกลีบทางเภสัชเวท
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จันทน์แปดกลีบมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Illicium verum Hk.f. (Illiciaceae) ใช้ปรุงแต่งรสอาหาร และยาตามภูมิปัญญาไทยมานาน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเชื้อก่อโรค ในช่องปาก โดยทั่วไปผงพืชสมุนไพรมักมีการปนเปื้อนด้วยสมุนไพรอื่น จึงต้องมีการตรวจสอบความ บริสุทธิ์และทำตัวอย่างมาตรฐานไว้อ้างอิง ผลการตรวจสอบผลจันทน์แปดกลีบมีเอกลักษณ์ของผล แบบ follicles เปลือกผลแข็งสีน้ำตาลแดง ผิวด้านในผลสีน้ำตาลเหลือง ลักษณะผลแผ่เป็นรัศมีรูปดาว แปดกลีบ ก้านผลสั้น เมล็ดรูปไข่เรียบสีน้ำตาลเป็นมัน ชนิดและลักษณะเซลล์/เนื้อเยื่อที่ได้จากผงหรือ ตัดตามขวาง ประกอบด้วย เซลล์ fiber, stone cell, pericarp, endocarp เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ ของผลจันทน์แปดกลีบเพื่อเป็นการประกันประสิทธิภาพของเภสัชภัณฑ์ที่ใช้ทางทันตกรรมหรือ ผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง การสกัดสารสกัดจากผลจันทน์แปดกลีบ สารสกัดหยาบที่แยกจากผลของจันทน์แปดกลีบได้ ปริมาณ 10.64% และสารประกอบบริสุทธิ์ที่แยกได้เท่ากับ 37.03% ของสารสกัดหยาบ คือ สาร Anethole ที่แยกได้ครั้งแรกเป็นเพียง isomer เดียว (จาก TLC เห็นเป็นจุดเดียว) แต่เมื่อตั้งทิ้งไว้ที่ อุณหภูมิห้องประมาณ 15-30 นาที จะกลายเป็น 2 isomers (จาก TLC เห็นเป็น 2 จุด) สอดคล้องกับ NMR spectra ซึ่ง integration ของ proton ที่ได้เป็นผลรวมของสอง isomers ดังนั้น Anethole ที่แยกได้ น่าจะเป็น isomers ผสมระหว่าง cis- และ trans-isomers การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดจันทน์แปดกลีบในขนาด 0.5 กรัม/กิโลกรัม น้ำหนักตัว และ 2 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ในหนูขาวพันธุ์ Sprang-Dawley ทั้งสองเพศ พบว่าสาร สกัดจันทน์แปดกลีบไม่ทำให้สัตว์ทดลองตาย และไม่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อสัตว์ทดลองทั้งสองเพศ และเมื่อให้สารสกัดจันทน์แปดกลีบติดต่อกันเป็นเวลา 28 วัน ในขนาด 100, 300, 500 มิลลิกรัม/ กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน พบว่าไม่เกิดความเป็นพิษและไม่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อสัตว์ทดลองทั้งสอง เพศ ตลอดจนให้สารสกัดในขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 กลุ่ม และเมื่อให้ สารสกัดครบ 28 วันจะหยุดให้สารสกัดและเลี้ยงต่อไปตามปกติอีก 7 วัน เพื่อศึกษาถึงอาการพิษที่ เกิดขึ้นว่าสามารถกลับเป็นปกติหรือความเป็นพิษอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่หลังจากหยุดการให้สารสกัด พบว่าไม่มีความแตกต่างทั้งน้ำหนักตัวและพยาธิสรีรวิทยาของอวัยวะภายในของหนูขาวหลังได้รับสาร สกัดจันทน์แปดกลีบติดต่อกันเป็นเวลา 28 วันในทุกกลุ่มที่ทำการศึกษา จากผลการศึกษาสามารถสรุป ได้ว่าสารสกัดจันทน์แปดกลีบไม่ทำให้เกิดพิษเฉียบพลัน และพิษกึ่งเฉียบพลันหรือความผิดปกติใดใด ในหนูขาวทั้งสองเพศ การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยงโดยวิธีการ MTT assay เป็นเวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมง ของสารสกัดเฮกเซนผลจันทน์แปดกลีบ สารมาตรฐาน anethole และ trans-anethole ซึ่งเป็น structural isomer พบว่า สารสกัดเฮกเซนผลจันทน์แปดกลีบ มีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์แบบ concentration dependent manner โดยมีค่า IC50 (ความเข้มข้นที่ทำให้เซลล์อยู่รอดได้ร้อยละ 50) ที่เวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมงเท่ากับ 1.3, 0.6 และ 0.3%(v/v) ตามลำดับ ส่วนสารมาตรฐาน anethole และ trans-anethole ให้ผลในลักษณะเดียวกันแต่มีพิษน้อยกว่า โดย anethole มีค่า IC50 ที่เวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมงเท่ากับ 9.4, 2 และ 0.7% (v/v) และ trans-anethole มีค่า IC50 เท่ากับ 12.5, 5 และ 4.2 % (v/v), ตามลำดับ จากผลการศึกษาพบว่า สารสกัดเฮกเซนผลจันทน์แปดกลีบ และสารมาตรฐาน anethole มีความเป็นพิษต่อเซลล์แบบ concentration dependent manner ดังนั้น การประยุกต์ใช้สารสกัด เฮกเซนผลจันทน์แปดกลีบในทางคลินิค ควรใช้ในระดับความเข้มข้นน้อยที่สุดที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา ส่วนการศึกษาฤทธิ์ในการต้านเชื้อราแคนดิดาในช่องปากมนุษย์ของสารสกัดจันทน์แปดกลีบ โดยการนำตัวอย่างเชื้อแคนดิดาในช่องปากผู้ป่วยที่มีรอยโรคสีขาว สีแดง และแบบผสม อย่างละ 10 ตัวอย่างรวมทั้งเชื้อสายพันธุ์อ้างอิงสองชนิด (ATCC 10231 และ TISTR 5239) มาศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ ของสารสกัดจากจันทน์แปดกลีบด้วยวิธี micro dilution assay และ agar diffusion เพื่อหาค่าความ เข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) และฆ่า (MFC) เชื้อ พบว่าค่า MIC และ MFC ของสารสกัดหยาบต่อ เชื้อราสายพันธุ์อ้างอิงทั้งสองมีค่าเท่ากันอยู่ที่ความเข้มข้น 6.25 และ 12.50 มก/มล ตามลำดับ และมี ค่าเฉลี่ยของขอบเขตในการยับยั้งเชื้อทั้งสองสายพันธุ์เมื่อทดสอบด้วยสารสกัดหยาบที่ความเข้มข้น 25.00 มก/มล เท่ากับ 10.00 ? 1.41 และ 10.50 ? 0.71 มม. ตามลำดับ ในขณะที่สารควบคุมผลบวก (mycostatin oral suspension) มีค่าเท่ากับ 10 และ 9.50 ? 0.71 มม. ตามลำดับ แต่สารควบคุมผลลบ (hexane) ไม่ปรากฏการยับยั้งเชื้อ ส่วนค่า MIC และ MFC ของสารประกอบบริสุทธิ์ต่อเชื้อราสายพันธุ์ อ้างอิงทั้งสองมีค่าเท่ากันอยู่ที่ความเข้มข้น 12.50 และ 25.00 มก/มล ตามลำดับ โดยมีค่าเฉลี่ยของ ขอบเขตในการยับยั้งเชื้อทั้งสองสายพันธุ์เมื่อทดสอบด้วยสารประกอบบริสุทธิ์ที่ความเข้มข้น 25.00 มก/มล เท่ากับ 16.67 ? 2.16 และ 28.33 ? 2.88 มม. ตามลำดับ ในขณะที่สารควบคุมผลบวกมีค่า เท่ากับ 10.00 และ 11.00 มม. ตามลำดับ นอกจากนั้นยังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ของขอบเขตในการยับยั้งเชื้อระหว่างสารประกอบบริสุทธิ์และสารควบคุมผลบวกต่อเชื้อทั้งสองที่ p = 0.006 และ 0.000 ตามลำดับ สำหรับฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์คลินิกนั้นพบว่า MIC และ MFC ของสารสกัดทั้งสองชนิดมีค่าใกล้เคียงกันในรอยโรคทั้งสามแบบที่ความเข้มข้นเท่ากับ 12.50 มก/มล และค่าเฉลี่ยของเส้นผ่านศูนย์กลางในการยับยั้งเชื้อของสารประกอบบริสุทธิ์ต่างจากสารสกัดหยาบใน ทุกรูปแบบของรอยโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05 ในขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติระหว่างสารประกอบบริสุทธิ์และสารควบคุมผลบวกในรอยโรคสีขาวและสีแดง สรุปผลการวิจัย สารสกัดหยาบและสารประกอบบริสุทธิ์ของผลจันทน์แปดกลีบสามารถยับยั้งเชื้อรา สายพันธุ์ Candida albicans ที่ก่อโรคในช่องปากมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเชื้อราสายพันธุ์ อ้างอิงมาตรฐานและสายพันธุ์ที่ได้จากคลินิก จึงน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ในการนำสารสกัดจากผล จันทน์แปดกลีบซึ่งเป็นสารธรรมชาติมาใช้ต้านเชื้อรา Candida albicans ในช่องปากมนุษย์ได้เป็นอย่างดี