การศึกษาประสิทธิภาพของตำรับยาสมุนไพรไทยที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์โพรไบโอติกในการเสริมภูมิคุ้มกัน และยับยั้งกลไกการเข้าสู่เซลล์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) เพื่อนำประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหาร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของตำรับยาสมุนไพรไทย 2 ชนิด คือ จันทหฤทัย และ ประสะจันทน์แดง ในด้านการต้านการเข้าทำลายของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อโรค COVID-19 ทั้งในส่วนของการกระตุ้นการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดีและยับยั้งเชื้อก่อโรค การยับยั้งการจับกันของ spike protein และรีเซพเตอร์ชนิด ACE2 และคุณสมบัติลดการอักเสบและการหลั่งสาร cytokine ที่เกี่ยวข้อง โดยตัวอย่างทดสอบในการศึกษานี้เป็นสารสกัดในรูปแบบสารสกัดหยาบจากตำรับยาทั้งสองชนิด ที่สกัดด้วยตัวทำละลายคือน้ำและเอทานอล 70% เมื่อเปรียบเทียบปริมาณสารสำคัญระหว่างทั้งสองตำรับยา พบว่าในสารสกัดน้ำของยาจันทหฤทัยมีกรดฟีนอลิกสูงกว่า ขณะที่สารสกัดน้ำของยาประสะจันทน์แดงมีปริมาณฟลาโวนอยด์สูงกว่า สำหรับสารสกัดเอทานอลพบว่าสารสกัดจากยาประสะจันทน์แดงมีทั้งปริมาณกรดฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์รวมสูงกว่ายาจันทหฤทัย เมื่อวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในสารสกัดด้วยวิธี LC-ESI-MS/MS พบ gallic acid, luteolin, quercetin, naringenin, apigenin และ isorhamnetin ในสารสกัดเอทานอลของยาจันทหฤทัย แต่ไม่พบ apigenin ในสารสกัดน้ำ สำหรับยาประสะจันทน์แดง พบกรดฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ชนิดเดียวกันในทั้งสารสกัดน้ำและเอทานอล ได้แก่ gallic acid, 3,4-dihydroxybenzoic acid, quercetin, apigenin, naringenin, kaempferol และ isorhamnetin แต่พบในปริมาณที่แตกต่างกัน และจากการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสารสกัดน้ำและเอทานอลของยาจันทหฤทัยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ายาประสะจันทน์แดง เมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH และ FRAP แต่สารสกัดทั้งสองชนิดจากยาประสะจันทน์แดงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าเมื่อทดสอบด้วยวิธี ORAC ในส่วนของคุณสมบัติในการยับยั้งการเข้าสู่เซลล์ของเชื้อ SARS-CoV-2 พบว่าสารสกัดน้ำและเอทานอลและน้ำของทั้งสองตำรับยาสามารถยับยั้งการจับกันของโปรตีนหนาม S1 และ ACE-2 receptor ได้ โดยสารสกัดน้ำของยาจันทหฤทัยมีประสิทธิภาพสูงกว่าสารสกัดประสะจันทน์แดง แต่ในสารสกัดเอทานอล 70% กลับให้ผลตรงกันข้าม ทั้งนี้อาจเป็นผลจากชนิดและปริมาณสารฟลาโวนอยด์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบ พบว่าทั้งสารสกัดน้ำและเอทานอลของยาจันทหฤทัยมีผลดีกว่ายาประสะจันทน์แดงในการยับยั้งการผลิต NO ในเซลล์แมคโครฟาจ และสารสกัดน้ำของทั้งสองตำรับยาให้ผลดีกว่าสารสกัดเอทานอล โดยผลการศึกษาเป็นไปในแนวทางเดียวกันสำหรับฤทธิ์ยับยั้ง IL-6 และ TNF-? นอกจากนั้น การศึกษาคุณสมบัติในการส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โพรไบโอติก พบว่าสารสกัดจากตำรับยาทั้งสองชนิดทั้งที่ผ่านการย่อยและไม่ผ่านการย่อย สามารถกระตุ้นการเจริญของ Lactobacillus casei และ Lactobacillus rhamnosus ได้ โดยสารสกัดน้ำจะมีคุณสมบัติการกระตุ้นได้ดีกว่ากว่าสารสกัดเอทานอล แต่สารสกัดเอทานอลให้ผลดีกว่าในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค โดยเฉพาะแบคทีเรียแกรมบวก ผลจากการศึกษานี้ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตำรับยาจันทหฤทัยและประสะจันทน์แดงในการต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์เพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วยจากการติดเชื้อ SARS-CoV-2 เนื่องจากมีฤทธิ์ทั้งในการยับยั้งการเข้าทำลายของไวรัส การระงับการอักเสบซึ่งเป็นอาการต่อเนื่องจากการติดเชื้อ รวมถึงมีผลในการส่งเสริมจุลินทรีย์โพรไบโอติก นำไปสู่การสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ และช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียในผู้ป่วยโรคโควิด-19