โครงการพัฒนาการผลิตยางพาราเชิงระบบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ระยะที่ 3)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ดำเนินการวิจัย 2 การทดลองในแปลงปลูกยางพาราพันธุ์ RRIM 600 โดยการทดลองที่ 1 การทดลองผลของการให้น้ำและการปลูกพืชแซมต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของยางพารา โดยวางแผนการทดลองแบบ split plot design ปัจจัยหลักเป็นการให้น้ำประกอบด้วย 1) การให้น้ำแบบหยด 2) การให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ และ 3) ไม่ให้น้ำ และปัจจัยรองคือ ชนิดของพืชแซม ประกอบด้วย 1) ไม่ปลูกพืชแซม 2) พืชคลุมดิน (ซีรูเรียม) 3) มันสำปะหลัง และ 4) กล้วย โดยมีการปลูกพืชแซมในช่วง 2 ปีแรก และตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไปไม่มีการปลูกพืชแซม แต่ยังคงมีการทดลองการให้น้ำต่อเนื่องจนถึงปีที่ 8 ของการปลูก โดยมีการเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตตลอดอายุที่ทำการทดลอง และเก็บผลผลิตน้ำยางในปีที่ 7 และ 8 ผลการทดลองพบว่า การให้น้ำทั้งระบบน้ำหยดและมินิสปริงเกลอร์ ส่งผลให้ต้นยางในช่วงอายุระหว่าง 1–8 ปี มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าการไม่ให้น้ำ รวมทั้งสามารถกรีดยางได้เร็วกว่าและให้ผลผลิตมากกว่าการไม่ให้น้ำ ในขณะที่ผลของการปลูกพืชแซมระหว่างต้นยางพาราในช่วง 2 ปีแรก ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นยางพารา รวมทั้งไม่พบว่ามีผลกระทบต่อระยะเวลาการเปิดกรีดยางและผลผลิตยางในปีที่ 7 และ 8 ส่วนการทดลองที่ 2 การทดสอบการให้ปุ๋ยในระบบน้ำต่อผลผลิตของยางพารา หลังจากเปิดกรีดยางแล้วภายใต้ระบบน้ำหยด และระบบมินิสปริงเกลอร์ได้ทำการเปรียบเทียบการให้ปุ๋ยทางดินและทางระบบน้ำโดยมีปริมาณปุ๋ยเท่ากันคือ สูตร 24–8–14 การให้ทางดินแบ่งให้ 2 ครั้งต่อปี ในเดือนพฤษภาคมและตุลาคม ส่วนการให้ทางระบบน้ำจะแบ่งให้ 12 ครั้งโดยให้เดือนละ 2 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม–ตุลาคม ผลการทดลองพบว่า การให้น้ำหยดร่วมกับการให้ปุ๋ยระบบน้ำให้ผลผลิตยางสูงที่สุด แต่ไม่แตกต่างจากทุกตำรับการทดลอง และการให้น้ำทั้งระบบน้ำหยดและมินิสปริงเกลอร์ไม่ทำให้ผลผลิตยางแตกต่างกัน เช่นเดียวกับการให้ปุ๋ยทั้งทางดิน และการให้ทางระบบน้ำ