นวตกรรมการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีของหนู
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมแอนติบอดี มาผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีของหนู โดยการใช้เทคนิคไฮบริดรอมาร่วมกับเทคโนโลยีเฟจ ในการสร้างชิ้นแอนติบอดีส่วน scFv จากนั้นจึงได้ทำวิศวกรรมแอนติบอดีต่อเพื่อสร้างเป็น scFv- alkaline phosphatase fusion (scFv-AP) โดยในโครงการวิจัยนี้ ได้ใช้ ไฮบริโดมาสำหรับผลิต โมโนโคลนอลแอนติบอดีต่อ สายเปบไทด์ชี้ตำแหน่งที่ประกอบด้วย กรดอะมิโน ฮีสติดีนเรียงกัน ๖ ตัว (6xHis tag) จากไฮบริดรอมาของหนู P5A11 ที่หาซื้อมาได้ มาเป็นต้นแบบในการทำวิจัย โดยได้ออกแบบไพร์เมอร์ สำหรับการเพิ่มจำนวนโดยวิธีการ พีซีอาร์ แล้วนำไปโคลนเข้าเวคเตอร์สำหรับแสดงบนผิวเฟจ เมื่อทำการทดสอบความสามารถของเฟจที่สร้างขึ้นมาในการจับกับโปรตีน CsnA ที่เชื่อมอยู่กับ กรดอะมิโน ฮีสติดีนเรียงกัน ๖ ตัว (CsnA-6His) ด้วยวิธีการ อีไลซาร์ (enzyme-linked immunosorbent assay, ELISA) พบว่าไม่สามารถใช้เฟจตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามได้ทำการสุ่มเลือก เวคเตอร์ ของ scFv ที่โคลนมาได้แล้วไปทำการวิเคราะห์ลำดับเส้น ดีเอนเอ และ โปรตีน พบว่ามี เฟจ ๓ ตัวที่มี โครงสร้างแอนติบอดี scFv ครบสมบูรณ์ แต่ ๒ ตัวนั้นเป็นตัวเดียวกัน จึงได้เลือกตัวที่เหมือนกันมาทดสอบความสามารถในการจับกับ CsnA-6His อีกครั้งหนึ่งด้วยวิธีการ westernblot พบว่า แอนติบอดี P5A1112 phage scFv นั้นสามารถจับกับ HIS tag ในโปรตีนไคโตซานได้ จึงได้ตั้งชื่อโคลนแอนติบอดีนี้ว่าMH12 หลังจากนั้น MH12 scFv ถูก subcloned ลงในเวกเตอร์ pKP300?III เพื่อผลิตเป็น MH12 scFv-AP fusion รวมทั้งยังได้ subcloned ลงในเวกเตอร์ pET21d+ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต จากนั้นนำ soluble scFv-APที่เตรียมได้จากทั้ง ๒ วิธีมาทดสอบกับโปรตีนที่ถูก tag ด้วย 6xHis ชนิดต่างๆ หลายประเภท แล้วทำการตรวจสอบความสามารถในการจับทั้งด้วยวิธีการ ELISA และ Western blot พบว่าสามารถใช้แอนติบอดีในรูปแบบ scFv-AP ในการตรวจสอบได้ แต่ความสามารถในการจับ นั้นขึ้นกับ ชนิดของโปรตีนเป้าหมายและวิธีการตรวจสอบ จึงสรุปว่าผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมการผลิตแอนติบอดีหนูโดยการประยุกต์ใช้เทคนิค ไฮบริโดมาร่วมกับเทคโนโลยีการแสดงโปรตีนบนผิวเฟจ ซึ่งหากพัฒนาวิธีการผลิตและเก็บเกี่ยว scFv-AP ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรม ชีวผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ที่หลากหลาย เพื่อการพัฒนาประเทศต่อไปได้