การจำแนกโมโนโคลนอล แอนติบอดีชนิดใหม่ที่จำเพาะต่อเฮพาแรน ซัลเฟต โปรติโอกลัยแคนบนผิวเซลล์มะเร็งตับเฮพาโตเซลลูล่าร์ คาร์ซิโนมา และศึกษาคุณลักษณะเฉพาะเพื่อใช้พัฒนาสารบ่งชี้วินิจฉัยและภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งชนิดมุ่งเป้า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โมโนโคลนอล แอนติบอดี โคลน 1E2-1D11 เป็นหนึ่งในหลายโคลนที่ผลิตขึ้นจำเพาะต่อ heparan sulfate proteoglycans (HSPG) D2 fraction ที่แยกจากตับมนุษย์ การศึกษาชนิดแอนติบอดีพบว่าเป็น IgA, kappa และจับจำเพาะกับแอนติเจนโดยมี epitope เป็นแบบ linear เนื่องจากทำปฏิกิริยากับแอนติเจนใน reducing condition เท่านั้นและไม่สามารถแยกแอนติเจนจากเซลล์มะเร็งตับ HepG2 ด้วยเทคนิค immune-precipitation ได้ แอนติเจนจำเพาะต่อ mAb1E2-1D11 พบได้บนผิวเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงทุกชนิดที่ทดสอบทั้งมะเร็งชนิดก้อนและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ยกเว้น SW620 ที่ทำปฏิกิริยาน้อยมากกับแอนติบอดี อย่างไรก็ตาม แอนติบอดียังทำปฏิกิริยาได้กับเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติทั้งชนิด lymphocytes, monocytes และ granulocytes โดยทำปฏิกิริยากับเซลล์สองชนิดหลังได้มากกว่าชนิดแรก เป็นผลจากปฏิกิริยาร่วมของ IgA receptor (CD89) บนผิวเซลล์ดังกล่าว และแอนติบอดีไม่มีผลใดๆ ต่อการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งตับชนิดเพาะเลี้ยง การวิเคราะห์ลำดับกรดอะมิโน พบว่าแอนติเจนที่จำเพาะต่อ mAb1E2-1D11 เป็น unnamed protein รหัส gi|10435148 ซึ่งยังไม่มีการรายงานมาก่อน แอนติเจนมีน้ำหนักโมเลกุล 78.5 kD โครงสร้างเป็น external protein มีค่า pI 6.42 มีตำแหน่ง N-glycosylation และ O-glycosylation จำนวน 3 และ 74 ตำแหน่ง ตามลำดับ แอนติบอดีโคลน 1E2-1D11 อาจพัฒนาใช้เป็น tumor associated marker ได้สำหรับมะเร็งหลายชนิดรวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาว ยกเว้นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะกับเทคนิคการย้อมชิ้นเนื้อ รวมถึงการพัฒนาเป็นยารักษามะเร็งชนิดมุ่งเป้าหมายที่อาศัยความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง เช่น การติดฉลากสารพิษ แต่เนื่องจากแอนติบอดีจับกับ CD89 บนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดด้วย จึงไม่เหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นยาที่ผ่านเส้นทางกระแสเลือด เพราะอาจทำให้สูญเสียปริมาณแอนติบอดีในกระแสเลือดและมีผลต่อขนาดของยาที่ใช้ อย่างไรก็ตาม อาจดัดแปลงโครงสร้างโมเลกุลให้มีเพียงส่วน Fab เพื่อหลีกเลี่ยงการนำพาสารพิษเข้าสู่เซลล์ปกติที่มี IgA receptor (CD89) บนเซลล์เม็ดเลือดขาว หรือพัฒนายาด้านยีนรักษาโดยตัดต่อยีนของแอนติบอดีและยีนรักษา เช่น TNF-? เข้ากับยีนของ phage เพื่อให้สามารถนำพายีนรักษาเข้าสู่เซลล์มะเร็งโดยอาศัยความจำเพาะของแอนติบอดีและทำลายเซลล์มะเร็งด้วยคุณสมบัติของ TNF-? ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยรองรับจำนวนมากถึงความสำเร็จในการใช้ยีนบำบัดกับเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ