วิจัยศักยภาพทางการค้าและโอกาสทางการตลาดการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราไทยในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ (กรณีศึกษา ตลาดหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ตลาดรอง ได้แก่ กัมพูชา และตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ เวียดนาม)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ การศึกษาศักยภาพทางการค้าและโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราไทยในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ 3 กลุ่มหลัก คือ 1. ตลาดหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น 2. ตลาดรอง ได้แก่ กัมพูชา และ 3. ตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ เวียดนาม เพื่อนำมาพัฒนาและออกแบบโซ่คุณค่า (Value Chain) ผลการวิเคราะห์พบว่า ตลาดส่งออกยางพาราของไทยที่สำคัญ คือ ประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.6 ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัตฑ์ยางขั้นกลางทั้งหมด มาเลเซีย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.6 สหรัฐอเมริกา คิดเป็นร้อยละ 6.5 ญี่ปุ่นคิดเป็นร้อยละ 5.7 และเกาหลีใต้ คิดเป็นร้อยละ 3.4 นอกจากนี้ผลผลิตส่วนที่เหลือถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายภายในประเทศ โดยใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์เป็นหลักคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.3 จากการศึกษาศักยภาพทางการค้าและโอกาสทางการตลาดของไทย ในการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราของไทยในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ (ญี่ปุ่น กัมพูชา และเวียดนาม) พบว่าในตลาดประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี อาเชียน (ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership - AJCEP) จึงทำให้ประเทศไทยที่เป็นสมาชิกที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงเดียวกันได้รับการยกเว้นภาษีการนำเข้าสินค้าแปรรูปจากไม้ยางพาราจึงทำให้ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นสามารถต้นทนในการนำเข้าและทำให้มีเน้นนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปจากกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น ในส่วนตลาดประเทศกัมพูชา การแปรรูปยางพาราในประเทศกัมพูชามีค่อนข้างน้อย เนื่องจาก มีต้นทนการแปรรูปที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากค่าพลังงานไฟฟ้าที่สูงส่งผลให้ต้นทนการแปรรูปสูงตามไปด้วยซึ่งส่วนใหญ่แล้วโรงงานแปรรูปจะจัดตั้งขึ้นโดยนักลงทุนต่างชาติ โดยจะทำการจัดตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในกัมพูชาและส่งไปยังประเทศของตนเองเพื่อทำการแปรรูปและส่งออกต่อไป และประเทศเวียดนาม เนื่องจากคุณภาพของน้ำยางธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตภัณฑ์ที่นอนและหมอนยางพาราของประเทศเวียดนามยังไม่ดีมากนักเมื่อเทียบกับประเทศไทย อีกทั้งประเทศเวียดนามยังไม่มีมาตรฐานบังคับใช้เกี่ยวกับคุณภาพน้ำยางธรรมชาติ ทำให้คุณภาพของผลิตภัตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่นอนและหมอนยางพาราของประเทศเวียดนาม อย่างไรก็ตามการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราของไทยไปยังตลาต่างประเทศที่สำคัญ (ญี่ปุ่น กัมพูชา และเวียดนาม) ยังคงประสบกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย อาทิ ในตลาดประเทศญี่ปุ่น การนำเข้าสินค้าไปยังประเทศญี่ปุ่น มีกฎหมายและระเบียบข้อจำกัด รวมถึงข้อบังคับในมาตรฐานสินค้าสุขภาพ ซึ่งในการนำเข้านั้นจะต้องผ่านข้อกำหนดและมาตรฐานต่าง ๆ ตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดไว้ รวมถึงวัฒนธรรมการบริโภคสินค้าที่มีการยึดติดกับสินค้าเดิม ๆ ที่มีความคุ้นเคยและไม่นิยมทดลองสินค้าใหม่ อีกทั้งยังมีความใสใจในเรื่องของมาตรฐานและการรับรองมาตรฐานของสินค้าที่มีคุณภาพสูง จึงถือเป็นอุปสรรคในการเข้าตลาดเนื่องจากต้องให้ความรู้ผู้บริโภคเกี่ยวกับตัวสินค้ารวมถึงข้อดีของสินค้า เป็นต้น สำหรับตลาดประเทศกัมพูชา ถึงแม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะไม่มีการก็ดูกันการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่นอนและหมอนยางพารา แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังต้องเสียภาษีภาษีนำเข้าสินค้าที่นอนและหมอนยางพาราตามอัตราส่วนที่กฎหมายกัมพูชากำหนด นอกจากนี้ยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการการขนส่ง และการเข้าถึงตลาดในประเทศกัมพูชา สำหรับตลาดประเทศเวียดนาม การแข่งขันสูงในอุตสาหกรรมที่นอนและหมอนยางพารา เนื่องจากการเติบโตของมูลค่าตลาดจึงทำให้มีคู่แข่งขันรายใหม่เข้ามาในตลาดมาก อีกทั้งยังมีบริษัทต่างชาติที่มีเงินลงทุนสูงที่สนใจในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งส่งผลเสียต่อมผู้ประกอบการของไทยเนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางถึงขนาดเล็ก การเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการรายใหม่ ทำให้มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมีมากขึ้นและมีการช่วงชองส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการผลิตและเงินทุน รวมถึงบริษัทต่างชาติเกิดความได้เปรียบในอุตสาหกรรม การจัดทำกลยุทธ์และนโยบาย รวมถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจ ช่องทางการตลาดเพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราของไทยในตลาดประเทศที่สำคัญ (ญี่ปุ่น กัมพูชา เวียดนาม) ควรส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการประชาสัมพันธ์ผ่าน Youtuber และ Influencer การเจรจาร่วมมือกับผู้ทำธุรกิจที่นอนหมอนยางพาราในรูปแบบ G2B และ B2B โดยเน้นกลุ่มผู้บริโภคที่มีระดับรายได้สูงและปานกลางค่อนข้างสูง ควรแนะนำให้รู้จักผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราของไทย เน้นการบริหารจัดการด้านต้นทุนเพื่อให้ราคาของผลิตภัณฑ์ลดลงเพียงพอที่จะสามารถแข่งขันกับแบรนด์ของประเทศอื่นๆ ได้ อีกทั้งควรมุ่งเน้นที่การรักษาและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานรวมถึงประสิทธิภาพในแต่ละด้านให้กับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราของไทยตลอดทั้งโซ่อุปทานเพื่อสร้างมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าตลอดทั้งโซ่อุปทานให้ตรงต่อความต้องการของตลาด การกำหนดนโยบายการส่งเสริมทางการค้า เพื่อการรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ในตลาดเดิม รวมถึงลูกค้าใหม่ในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์จุดเด่น ของผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราของไทยเพื่อให้เป็นที่รู้จักในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น ดังนั้นจึงได้มีการจัดทำแนวทางการปรับตัวของผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราไทยแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 คือ ความต้องการการนำเข้าเพิ่มขึ้นกรณีที่ 2 คือ ความต้องการการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่มีการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี และกรณีที่ 3 คือ ความต้องการการนำเข้าคงที่ แต่มี Supply มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราไทยสามารถปรับตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดล้องกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ