การวิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันและผลกระทบจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ของอุตสาหกรรมยางพารา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ต่ออุตสาหกรรมยางพาราของไทยอย่างยั่งยืน ศึกษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราไทยตลอดห่วงโซ่มูลค่า และศึกษาแนวทางในการปรับตัว พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาและมาตรการในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ RCEP เป็นเครื่องมือในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ยางพาราของไทย ประเทศสมาชิก RCEP และตลาดโลก โดยใช้เครื่องมือ Revealed Comparative Advantage (RCA) และ Trade Specialization Index (TSI) และตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต Input-Output Tables (I-O Tables) เพื่อวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มทางการค้า (Trade in Value Added: TIVA) และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่า (Global Value Chain Analysis) เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงการผลิตสินค้าขั้นกลางและขั้นสุดท้ายในอุตสาหกรรมยางพารา นอกจากนี้ ข้อมูลปฐมภูมิจากแบบสอบถาม จำนวน 182 ตัวอย่าง แบ่งเป็น สถานประกอบการ 152 ตัวอย่าง และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 30 ตัวอย่าง รวมถึงการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อย (Focus Group) และการสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาแลกเปลี่ยนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นำมาประกอบเพื่อสังเคราะห์และหาข้อสรุปเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา ผลการศึกษา พบว่า ผู้ประกอบการ SMEs เผชิญปัญหาทำให้ตลาดถูกจำกัดอยู่ภายในประเทศในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ที่มีตลาดทั้งในและต่างประเทศ การเผชิญความท้าทายด้านมาตรการทางภาษีน้อยลงจากการเปิดเสร็การค้า (FTA) มากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสขยายห่วงโซ่อุปทานแต่มีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะเผชิญความท้าทายที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้นด้วย ส่วนสินค้ายางพาราที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและมีความชำนานาญทางการค้าโดยเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิก RCEP ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในอุตสาหกรรมขั้นกลางนำ ได้แด้แก่ ยางผสม (H5 4005) ยางธรรมชาติ (HS 4001) ยางสังเคราะห์ (HS 4002) และด้ายชนิดคอร์ด (HS 4007) ขณะที่สินค้าในอุตสาหกรรมชันปลายนำทีไทยมีศักยภาพในการแข่งขันแต่มีโอกาสในตลาด RCEP น้อยกว่าเนื่องจากประเทศใน RCEP ส่งออกสินค้ากลุ่มนี้มากกว่านำเข้า ได้แก่ ของใช้เพื่อการอนามัย (HS 4014) ของอื่น ๆ ที่ทำด้วยยางวัลแค่ไนซ์นอกจากยางแข็ง (HS 4016) และยางแข็ง (HS 4017)