การวิจัยและพัฒนาวิธีป้องกันรักษาโรคปลานิลที่เลี้ยงในกระชังในแม่น้ำชี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาการเกิดโรคและการป้องกันรักษาโรคที่เกิดในปลานิล (Oreochromis niloticus) ที่เลี้ยงใน กระชังในแม่น้ำชีบริเวณจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาพสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี จำนวน 18 จุดเก็บตัวอย่าง ระหว่างเดือนเมษายน 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2554 การศึกษาแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรก (ปีที่ 1) ศึกษาในแม่น้ำชีตอนบน (จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม) ปีที่ 2 ศึกษาในแม่น้ำชีตอนล่าง (กาพสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี) โดขการศึกษาสภาพการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มของ เกษตรกร การวิเคราะห์คุณภาพน้ำ การแพร่กระจายของโรคในปลานิล และแนวทางในการป้องกันและ รักษาโรคปลานิลที่เลี้ยงในกระชัง ผลการศึกษาพบว่า การเลี้ยงปลานิลในกระชัง ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ สูง แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังส่วนใหญ่ยังขาคความรู้ทางวิชาการทั้งค้านการจัดการค้านผลิต สภาพแวดล้อม โรค การตลาด การเงินและบัญชี และการจัดการสภาพปัญหาต่างๆ เกษตรกรกว่าร้อยละ 80 เป็นผู้รับจ้างลี้ยงปลานิล ซึ่งรัฐควรจะเข้ามาให้ความรู้ทั้งด้านการผลิต การป้องกันรักษาโรค การดูแลปลา ระหว่างการจับ การขนส่ง การตลาด การเงินและบัญชี เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ พัฒนาการเลี้ยงและการใช้ทรัพยากร ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน การศึกษาคุณภาพน้ำในแม่น้ำชีบริเวณที่มี การเลี้ยงปลานิลในกระชัง ไม่พบความแตกต่างระหว่างพื้นที่ในแต่ละเวลา และพบว่าคุณภาพน้ำในแม่น้ำชี ยังอยู่ในช่วงปกติสำหรับทำการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ในฤดูร้อนซึ่งปริมาณ น้ำจะลดลงและทำให้อัตราการไหลของน้ำจะช้าลงเช่นกัน จะส่งผลทำให้เกิดการสะสมของสารอินทรีย์จาก อาหารปลา ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำอื่นๆ ตามมา การศึกษาโรคปลานิลพบทั้งแบคที่เรีย ปรสิต และเชื้อร า โดยพบว่าแบคทีเรียก่อให้เกิดความเสียหาย มากที่สุด รองลงมาคือ เชื้อปรสิต โรคติดเชื้อแบคที่เรียจะมีการแพร่กระจายตลอดทั้งปี แต่จะรุนแรงในช่วง ต้นฤดูฝน และต้นฤดูหนาว แบกทีเรียที่พบมาก ได้แก่ Streptococcus sp. Aeromonas Sp., Staphylococcus sp., Acinetobacter sp., Enterobacter sp., Flavobacterium sp., Edwardseilla tarda และ Pseudomonas sp. โดยพบเชื้อ Streptococcus sp. (47.44%) มากที่สุด รองลงมาคือ Aeromonas (33.20%) และ Stupiylococcus sp. 09.11) ตามลำดับ เชื้อแต่ละสกุลจะมีการแพร่กระจายแตกต่างกัน จากผลการศึกษา พบว่า เชื้อแบคที่เรีย ที่พบมากในปลาป่วยตลอดการศึกษา คือ S. agalactiae และ A. hydrophila ที่ร้อยละ 42.59 และ 28.60 รองลงมาคือ Staphylococcus sp., Flavobacterium sp., Aeromonas sp. และ Streptococcus sp. ที่ร้อยละ 5.47, 4.85. 351 และ 2.74 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมักพบการติดเชื้อแบคที่เรียร่วมกับปรสิต ได้แก่ ปลิงใส (Gyrodactryus sp.)และเห็บระฆัง (Tricroina sp.) ซึ่งจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้นและมักตายเป็นจำนวน มาก การระบาดของปรสิตจะรุนแรงในช่วงดันฤดูฝน เดือนที่อากาศเปลี่ยนแปลง น้ำขุ่นและน้ำไหลแรง ส่วน การติดเชื้อราจะพบค่อนข้างน้อย พบเฉพาะในปลาขนาดเล็กหลังการปล่อย เชื้อราที่พบได้แก่ Achlya spp. ความสามารถในการก่อโรคของเชื้อแบคที่เรียที่แยกได้จาปลานิลที่เลี้ยงในกระชังในแม่น้ำชี พบว่า เชื้อ S. agalactiae และ Streptococcus sp. มีความสามารถในการทำให้ปลาปกติเกิดโรคได้รุนแรง มากที่สุด รองลงมาคือ A. hydrophila, Pseudomonas sp., Edwardseilla sp., และ Flavobacterium sp., ตามลำดับ ในขณะที่เชื้อ Staplylococcus sp., Acinetobacter sp. และ Enterobacter sp. มีความรุนแรงของ เชื้อน้อยสุด ซึ่งระดับความเข้มข้นต่ำสุดที่ทำให้ปลาดาย อยู่ที่ 102-104 เซลล์/มิลลิลิตร นอกจากนี้ยังพบว่าการ ฉีดเชื้อแบคทีเรียเข้าบริเวณช่องท้องจะสามารถทำให้เชื้อก่อโรคได้ดีกว่าบริเวณกล้ามเนื้อ จากการทดสอบความไวของเชื้อแบคทีเรียที่เก็บได้จากปลานิล เช่น Streptococcus sp., Staphylococcus sp., Aeromonas sp., Acinetobacter sp., Enterobacter sp., Escherichai sp., Flavobacterium sp. และ Pseudomonas sp. จำนวน 120 สาขพันธุ์ ต่อยาปฏิชีวนะ 18 ชนิด พบว่ายาปฏิชีวนะที่สามารถยับยั้ง การเจริญของเชื้อได้ดีที่สุดคือ Amoxycilin, Erythromycin, Chloramphenicol, Nitrofulantoin และ Oxytetracycline ตามลำดับ และผลการการทดสอบประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ 5 ชนิด ในการยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย Streptococcus spp. (MIC) ในตัวทำละลาย 3 ชนิด พบว่า น้ำกลั่นจะให้ผลดีที่สุด รองลงมา คือ น้ำเกลือ 0.85% และ Mueller Hinton Agar ตามลำดับ โดยค่า MIC มีค่าระหว่าง 12.5-50, 25 และ 5 ppm ตามลำดับ และค่า MBC พบว่า มีค่าระหว่าง 12.5-50, 25 และ 5 Ppm ตามลำดับ จะเห็นว่าประสิทธิภาพของ ยาปฏิชีวนะขึ้นอยู่กับคุณภพน้ำ เช่น ปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำ หรือการการปนเปื้อนของน้ำ ประสิทธิภาพของด่างทับทิม ฟอร์มาลิน กลูตาราลดีไฮด์ เบนซัลโคเนียมคลอไรด์ และไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ ในการควบคุมเชื้อแบคทีเรียที่แยกได้จากปลานิล จำนวน 5 สกุล ได้แก่ Acitobacterium spp. Aeromonas spp. Pseudomonas spp. Staphylococcus spp. และ Streptococcus spp. พบว่า ค่า MIC และ MBC ของสารเคมีทั้ง 5 ชนิด ในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว MHB และน้ำกลั่น มีต่ำในการยับยั้งเชื้อแบคที่เรีย (MIC) ที่ระดับความเข้มข้นระหว่าง 3.90-31.25 และ 31.25-250, 3.90-31.25 และ 125-500, 3.90-62.50 และ 15.75-125, 390-62.5 และ 31.25-250 และ 3.90-125 และ 31.25-125 ppm ตามลำดับ ส่วนค่าความสามารถ ในการฆ่าเชื้อแบกที่เรีย (MBC) มีค่าระหว่าง 3.90-62.50 และ 62.50-500, 3.90-31.25 และ 250-500, 3.90- 62.5 และ 15.75-125, 3.90-62.50 และ 62.50-250 และ 3.90-125 และ 125 ppm ตามลำดับ และพบว่า สารเคมีทั้ง ร ชนิดออกฤทธิ์ในน้ำกลั่นได้ดีกว่าอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว MHB ส่วนประสิทธิภาพของสมุนไพร 7 ชนิด ได้แก่ บอระเพ็ด กระเทียมใหญ่ กระเทียมเล็ก พริก ข่า เสล็ดพังพอนตัวเมีย และเสล็ดพังพอนตัวผู้ ต่อแบคที่เรียสกุล Streptococcus sp. Staphylococcus sp., Aeromonas sp., Acinetobacter sp., Enterobacter sp. Escherichai sp. Flavobacterium sp. และ Pseudomonas sp. พบว่าสมุนไพรที่ให้ผลดีที่สุดคือ พริก สามารถฆ่าเชื้อ Streptococcus sp., s. agalactiae, Aeromonas sp. และ Staplylococcus sp. ได้ที่ความเข้มข้น 4,000 ppm ส่วนเชื้อชนิดอื่นไม่ให้ผลในการรักษา นอกจากนี้พบว่าขำให้ผลในการรักษาเชื่อ Siaplylococcus sp. เพียงชนิดเดียว ที่ความเข้มข้น 4,000 ppm ส่วนสมุนไพรชนิดอื่น เช่น บอระเพ็ด กระเทียมใหญ่ และ กระเทียมเล็ก ไม่ให้ผลในการฆ่าเชื้อแบคที่เรีย รวมทั้งพริกและข่า