การพัฒนาเครื่องมือทดสอบความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อแบบอัตโนมัติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบความแข็งแรงและ ความอดทนของกล้ามเนื้อแบบอัตโนมัติเพื่อทดสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือและถ่ายทอดความรู้ในการพัฒนา เครื่องมือความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อแบบอัตโนมัติกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนเพศชายและนักเรียน เพศหญิง ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2566 ที่มีอายุระหว่าง 15-18 ปี ได้มาจากการ คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ ทาโร ยามาเน่ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบ ประเมินของผู้เชี่ยวชาญ แบบบันทึกข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง และแบบทดสอบของกลุ่มตัวอย่าง ทำการศึกษาหาค่า ความเที่ยงตรง ค่าความเชื่อถือได้ค่าความเป็นปรนัย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสร้างเกณฑ์ปกติโดยใช้คะแนนที ผลการวิจัยพบว่า ได้เครื่องมือเป็นรูปแบบลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก มีปุ่มกดสีเขียวอยู่ด้านบน มี จอแสดงผลแบบ LED การทำงานอาศัยการแปลงแรงกดเป็นสัญญาณไฟฟ้า จากนั้นใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์แปลง สัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิทัลเพื่อประมวลผลและแสดงผล การพัฒนานี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการ ทดสอบสมรรถภาพทางกายให้มีความแม่นยำเพิ่มมากขึ้น ค่าความเที่ยงตรง เท่ากับ 0.90 ค่าความเชื่อถือได้ เท่ากับ 0.96 ค่าความเป็นปรนัย เท่ากับ 0.90 ได้เกณฑ์ปกติแบ่งระดับความสามารถการดันพื้น (Push-ups) ของ ชายและหญิง ออกเป็น 5 ระดับ คือ ดีมาก (21.4 ขึ้นไป, 11.8 ขึ้นไป) ดี (21.3 – 17.6, 11.7 – 9.7) ปานกลาง (17.5 – 10.1, 9.6 – 5.6) ต่ำ (10.0 – 6.3, 5.5 – 3.5) ต่ำมาก (6.2 ลงไป, 3.4 ลงไป) ตามลำดับ และระดับ ความสามารถการลุก-นั่ง (Sit-ups) ของชายและหญิง ออกเป็น 5 ระดับเช่นกัน คือ ดีมาก (24.3 ขึ้นไป, 21.7 ขึ้น ไป) ดี (24.2 – 21.6, 21.6 – 18.0) ปานกลาง (21.5 – 16.2, 17.9 – 10.6) ต่ำ (16.1 – 13.5, 10.5 – 6.8) ต่ำ มาก (13.4 ลงไป, 6.7 ลงไป) ตามลำดับ และความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการถ่ายทอดความรู้ในการ พัฒนาเครื่องมือ พบว่า ความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (???= 4.84) ผู้วิจัยได้เผยแพร่เครื่องทดสอบ ภายในจังหวัดมหาสารคาม โดยใช้หลายช่องทาง ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานราชการ หนังสือราชการถึง โรงเรียนมัธยมปลาย และป้ายประชาสัมพันธ์พร้อม QR code และมีการสาธิตการใช้งานในโรงเรียนต่างๆ สรุปผล การศึกษาพบว่า เครื่องมือทดสอบความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อแบบอัตโนมัติที่สร้างขึ้น มีการ พัฒนาด้านดิจิทัลและหน้าจอแสดงผล บันทึกสถิติอัตโนมัติ มีความแม่นยำ เหมาะสมที่จะนำไปใช้วัดความแข็งแรง และความอดทนของกล้ามเนื้อได้