การประดิษฐ์และทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์กระดกข้อเท้าและยกขาอัตโนมัติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในปัจจุบันสังคมไทยโดยเฉาะในชุมชนมีสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การบริการของบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะนักกายภาพบำบัดไม่เพียงพอ ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์กระดกข้อเท้าและยกขาอัตโนมัติ ชื่อ BUU-Smart joint movement และทดสอบทางวิศวกรรม ระยะที่ 2 คือนำอุปกรณ์ที่ได้ไปทดสอบการใช้งานเบื้องต้น ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์กระดกข้อเท้าและยกขาอัตโนมัติมีแนวคิดจากเครื่องช่วยการเคลื่อนไหวข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง (Continuous Passive Motion ; CPM) ซึ่งมีลักษณะที่ต่างจาก CPM ทั่วไป คือสามารถปรับการเคลื่อนไหวของข้อเท้าได้แบบทำเอง แบบทำให้ และปรับยกขาสูงอัตโนมัติ ซึ่งผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเบื้องต้น เพื่อศึกษาผลของการใช้งานการป้องกันหรือลดการหดสั้นของกล้ามเนื้อน่อง เพิ่มการไหลเวียนเลือดบริเวณเท้าเพื่อลดบวม ในกลุ่มคนสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-45 ปี จำนวน 10 คนและความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยเฉพาะนักกายภาพบำบัดจำนวน 5 คน ผลการศึกษาพบว่าการใช้งานอุปกรณ์กระดกข้อเท้าและยกขาอัตโนมัติ เปรียบเทียบกับการทำงานด้วยการออกกำลังกายแบบทำให้ การใช้เครื่อง CPM ในการจัดท่าในท่าขาราบต่อการไหลเวียนของเลือดแดงที่เวลา 5 วินาที 10 วินาที และ 15 วินาที การทำงานของทั้งสามแบบไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) แสดงถึงการทำงานของอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นสามารถทำงานได้เทียบเท่ากับเครื่อง CPM ที่มีอยู่ในท้องตลาด และเทียบเท่ากับการออกกำลังกายแบบทำให้จากนักกายภาพบำบัด ผลการศึกษาที่ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีและประโยชน์ของอุปกรณ์กระดกข้อเท้าและยกขาอัตโนมัติที่เกิดขึ้นต่อผู้รับบริการได้ ต้นแบบอุปกรณ์ที่ได้จากโครงการนี้เทียบได้กับ (Technology Readiness Level: TRL) ระดับ 6 คือต้นแบบภาคสนาม ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาต้นแบบสู่ระดับสูงสุดคือ TRL9 คือเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้ได้จริงโดยลูกค้า จะต้องมีการพัฒนาและศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ต้องได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน และนำผลงานออกสู่การใช้งานจริงในท้องตลาดโดยการหาเอกชนร่วมทุนต่อไป