การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีก่อนและหลังเก็บเกี่ยวสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ในเขตภาคเหนือ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ซึ่งถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2557-2563 ภายใต้โครงการวิจัย “การปรับปรุงพันธุ์สตรอว์เบอร์รีเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการผลิตแอนโทไซยานินและการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ” โดยเป็นโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนทุนจากโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) จนประสบความสำเร็จได้สายพันธุ์ที่มีปริมาณแอนโทไซยานินที่สูง แต่ประสบปัญหาการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา เนื่องจากผิวผลสตรอว์เบอร์รีมีลักษณะบอบบาง บอบช้ำเสียหายง่ายทั้งในขณะเก็บเกี่ยวและระหว่างการขนส่ง ส่งผลให้มีอายุการเก็บรักษาสั้น จากปัญหาดังกล่าวทางคณะผู้วิจัยได้มีการศึกษาวิธีการลดการเกิดโรคและการยืดอายุการเก็บรักษาด้วยเทคนิคต่างด้วยการฉีดพ่นสารก่อนการเก็บเกี่ยว การเคลือบ/จุ่มสาร และการใช้บรรจุภัณฑ์ดัดแปลงสภาพบรรยากาศ จากการทดลองพบว่า การฉีดพ่นสารไคโตซานที่ความเข้มข้น 1.0-2.0 % และเมทิลจัสโมเนทที่ความเข้มข้น 100 ?M พัฒนาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวด้านสีแดงของผิว และเพิ่มปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมดในผลสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 และ 89 ได้สำเร็จ ภายหลังการเก็บเกี่ยวยืดอายุการเก็บรักษาด้วยการเคลือบผลด้วยไคโตซาน ที่ความเข้มข้น 1 % และ 2 % จะชะลอระยะการสุกแก่ได้นาน 6 วัน ที่อุณภูมิ 5 องศาเซลเซียส ลดการสูญเสียน้ำหนัก ชะลอการพัฒนาสีผิว ชะลอการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ต่อปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ ลดอัตราการหายใจและการผลิตเอทิลีนในระหว่างเก็บรักษา และยังพบว่าการจุ่มด้วยเมทิลจัสโมเนท ที่ความเข้มข้น 100 ?M จะชักนำการพัฒนาสีผิวได้ดีโดยเฉพาะค่าสีแดงในระหว่างเก็บรักษา ซึ่งสีผิวที่แดงนั้นเป็นลักษณะทางกายภาพที่สำคัญที่ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การจุ่มด้วยเมทิลจัสโมเนทไม่ส่งผลต่อการชะลอการสุกแก่ของผล นอกจากนี้การใช้บรรจุภัณฑ์ดัดแปลงสภาพบรรยากาศแบบ (passive MAP) ที่มีต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 พบว่า ถุงยืดอายุชนิด polyethylene (PE) สามารถยืดอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอายุเก็บรักษาได้นานกว่า 9 วัน ในระหว่างเก็บรักษาที่อุณภูมิ 5 องศาเซลเซียส สามารถลดการสูญเสียน้ำหนักได้ตลอดเวลาเก็บรักษา ชะลอการอ่อนนุ่มผล ชะลอการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ต่อปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ ลดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวขณะเก็บรักษา และการเก็บรักษาแบบดัดแปลงสภาพบรรยากาศแบบปรับสัดส่วนบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ (active MAP) มีผลต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 พบว่า การเก็บรักษาผลสตรอว์เบอร์รีใน active MAP ที่มีสัดส่วนบรรยากาศ 5% O2 ร่วมกับ 15% CO2 เหมาะสมที่สุดในการยืดอายุเก็บรักษา สามารถชะลอกระบวนการสุกแก่ได้อย่างมีนัยสำคัญ การเปรียบเทียบเชิงเศรษฐศาสตร์ระหว่างการผลิตสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 และ 89 พบว่า การผลิตสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 89 ให้ผลผลิตมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญเท่ากับ และมีต้นทุนราคาต้นพันธุ์ (ไหล) สูง เป็นที่ต้องการของตลาดสูง เนื่องจากมีลักษณะผลใหญ่ สีแดงสด น่ารับประทาน มีกลิ่นหอม รสชาติหวานอมเปรี้ยว อีกทั้งยังมีปริมาณแอนโทไซยานินมากกว่าสายพันธุ์พระราชทาน 80 ถึง 2 เท่า จึงสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากขึ้นประมาณ 57,000 บาท/ไร่