การฟื้นฟูพลังใจในภาวะวิกฤตและการพิทักษ์สิทธิตนเองของสตรีที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว : การพัฒนามาตรวัดและศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมการปรึกษากลุ่มบำบัดความคิดและพฤติกรรมประยุกต์โดยใช้การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. พัฒนามาตรวัดพลังใจและการพิทักษ์สิทธิตนเองของสตรีที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวให้มีคุณภาพ 2. พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการปรึกษากลุ่มบำบัดความคิดและพฤติกรรมประยุกต์ต่อพลังใจและการพิทักษ์สิทธิตนเองในสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล 1 เดือน และ 3 เดือน ใช้การวิจัยแบบการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (A randomized controlled trial or randomized control trial; RCT) แบ่งเป็น 2 ระยะได้แก่ระยะที่1 การวิจัยเพื่อพัฒนามาตรวัดพลังใจและมาตรวัดการพิทักษ์สิทธิตนเองของสตรีที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พัฒนามาตรวัดจากการทบทวนวรรณกรรมและทดสอบคุณภาพของมาตรวัดกับกลุ่มตัวอย่างสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวที่รับบริการจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม (สังกัดโรงพยาบาล) จ านวน 400 คน โดยสุ่มเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 200 คน เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส ารวจและตามด้วยวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ตรวจสอบคุณสมบัติทางการวัดด้วยการตรวจค่าความเชื่อมั่นในการวัดและความเที่ยงตรงในเชิงโครงสร้าง ระยะที่2 เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการปรึกษากลุ่มบ าบัดความคิดและพฤติกรรมประยุกต์กลุ่มตัวอย่าง 60 คน กลุ่มทดลอง 30 คน และ กลุ่มควบคุม 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรึกษากลุ่มบ าบัดความคิดและพฤติกรรมประยุกต์ รวม 24 ชั่วโมงร่วมกับการรักษามาตรฐานของโรงพยาบาล กลุ่มควบคุมได้รับการรักษามาตรฐานของโรงพยาบาลเท่านั้น การเก็บ ข้อมูลด าเนินการ 3 ครั้งได้แก่1) ก่อนการวิจัย 2) หลังการวิจัย 3) ติดตามผล 1 เดือน และ 3 เดือน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติความแปรปรวนหลายตัวแปรสองทางแบบวัดซ้ำ ผลการศึกษาระยะที่ 1 ในส่วนของมาตรวัดพลังใจพบว่า มาตรวัดมี 51 ข้อ จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจพบว่า ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก (การรับรู้ตนเองทางบวก สัมพันธภาพและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง และ การรับรู้ความยุติธรรมทางสังคม) ค่าความร่วมกันหลังจากการสกัดองค์ประกอบของแต่ตัวบ่งชี้มีค่าอยู่ระหว่าง .584 ถึง .910 โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.946 ในส่วนของมาตรวัดการพิทักษ์สิทธิพบว่า มาตรวัดการพิทักษ์สิทธิตนเอง ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก (การรู้จักตัวเอง ภาวะผู้น ากับการเข้าใจสิทธิและ ทักษะการสื่อสาร) ผลการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนพบว่าโมเดลมาตรวัดการพิทักษ์สิทธิตนเองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์(?2 = .001, df= 1, relative chi-square = 0.001, p = 0.976, RMSEA = 0.000, RMR = 0.001, GFI = 1.000, AGFI = 1.000, CFI = 1.000 และ PGFI = .167) มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.923 ระยะที่ 2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการรักษาตามแนวทางมาตราฐานร่วมกับโปรแกรมการปรึกษากลุ่มบ าบัดความคิดและพฤติกรรมประยุกต์มีพลังใจและการพิทักษ์สิทธิตนเองมากกว่ากลุ่มควบคุม ทั้งในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีขนาดอิทธิพล (Effect size) .984 ผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาแนวทางการดูแลสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น