การวิเคราะห์ธรณีเคมีเพื่อศึกษาศักยภาพทางด้านแหล่งปิโตรเลียมของหินยุคเพอร์เมียนและไทรแอสซิก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
หินยุคเพอร์เมียนและไทรแสซิก (Permo-Triassic rocks) เป็นช่วงอายุหินที่มีความน่าสนใจสำหรับการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยของการเป็นหินต้นกำเนิดในแง่ของปริมาณ คุณภาพและสภาวะการได้ที่ ซึ่งสัมพันธ์กับการพิจารณาว่าแหล่งปิโตรเลียมที่เกิดจากการสะสมตัวในหินต้นกำเนิดที่พบจะอยู่ในสภาพน้ำมันหรือก๊าซ ตัวอย่างหินดินดานที่มีลักษณะเด่นชัด และมีลักษณะการเปลี่ยนสภาพน้อยที่สุดของหมวดหินน้ำดุก, หมวดหินหนองโป่ง, หมวดหินซับบอนและหมวดหินภูเพ ยุคเพอร์เมียน หมวดหินปางอโศกและหมวดหินห้วยหินลาดยุคไทรแอสซิก ที่พบบริเวณแนวการคดโค้งและเลื่อนตัวเขาขวาง (Khao Khwang Fold and Thurst Belt) ถูกเลือกมาใช้ในการศึกษาธรณีเคมี ผลการศึกษาพบว่าเห็นได้ชัดว่าไม่มีศักยภาพในการเป็นหินต้นกำเนิดหรือหินกักเก็บปิโตรเลียม เนื่องจากแสดงลักษณะของคีโรเจนชนิดที่ IV (Kerogens Type IV) อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามคีโรเจนชนิดนี้อาจไม่ใช่ของเดิมตั้งแต่การสะสมตัว แต่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของคีโรเจนชนิดอื่น (ซึ่งอาจเป็นคีโรเจนชนิดที่ III) ที่อยู่ใต้ผิวดินลงไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายหลังเกิดสภาวะได้ที่ จากการศึกษาพบว่าผลของ TOC ที่ได้จากหมวดหินห้วยหินลาด, หมวดหินภูเพ และหมวดหินซับบอนมีค่า TOC มากกว่า 1 ซึ่งแสดงถึงการมีศักยภาพสูง แต่จากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอินโดไซเนียน (Indosinian Orogeny) บริเวณแนวการคดโค้งและเลื่อนตัวเขาขวางในช่วงไทรแอสซิกจนถึงครีเทเชียสทำให้ชั้นหินเกิดการเปลี่ยนสภาพจากความร้อนและไม่หลงเหลือลักษณะที่บ่งชี้ความมีศักยภาพในการเป็นหินต้นกำเนิดหรือหินกักเก็บปิโตรเลียมในปัจจุบัน