กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและเปรียบเทือบคุณสมบัติของหินปูนและหินอ่อนเพื่อประโยชน์ต่อกระบวนการผลิตและ ควบคุมคุณภาพของการผลิตปูนขาวคุณภาพสูง ตัวอย่างหินที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยหินจากเหมืองแร่และ โรงไม่หินจำนวน 10 แหล่ง ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน การศึกษาประกอบด้วยการวิเคราะห์คุณสมบัติด้าน ต่างๆ ได้แก่การวิเคราะห์คุณภาพและชนิดของโครงสร้างผลึกการวิเคราะห์แร่ทางธรณีวิทยาการวิเคราะห์สมบัติ ทางความร้อนการวิเคราะห์อุณหภูมิการเปลี่ยนเฟส และการวิเคราะห์สมบัติเชิงกายภาพ ผลการศึกษาพบว่า ทั้งตัวอย่างหินปูนและหินอ่อนมืองค์ประกอบเชิงแร่หลักเป็นแคลไซด์เกือบร้อย เปอร์เซ็นด์ มีโครงสร้างผลึกชนิดเดียวกันคือ รอมโบฮึดรอล และมีแร่อื่นๆปนอยู่เล็กน้อย อุณหภูมิการเปลี่ยน เฟสของหินปูนอยู่ในช่วงประมาณ 900-950 องศาเชลเซียส อุณหภูมิการเปลี่ยนเฟสของหินอ่อนมีค่าใกล้เคียงกัน แต่มีช่วงที่กว้างกว่า คือประมาณ 880-950 องศงศาเชลเซียส แนวโน้มความแปรปรวนที่สูงกว่าของหินอ่อนนี้ยังพบ ได้กับคุณสมบัติเชิงกายภาพด้านต่างๆด้วย เช่น ความหนาแน่น ความพรุน และการดูดซึมน้ำ ความแปรปรวนนี้ น่าจะมีสาเหตุมาจากกระบวนการแปรรูปตามธรรมชาติจากหินปูนมาเป็นหินอ่อนนั้นใช้ระยะเวลายาวนาน หิน อ่อนที่ได้จากแต่ละแหล่งจึงมีอายุและคุณสมสมบัติที่แตกต่างกันไป เมื่อนำตัวอย่างหินปูนปูนและหินอ่อนที่มีลักยณะ เป็นก้อนตามธรรมชาติ ซึ่งความแตกต่างทางด้านสภาพทางธรณีวิทยา และสมบัติทางความร้อน ไปทดลองเผา ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการเปลี่ยนเฟสของแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นแคลเซียมออกไซค์ของหินทั้งสองชนิด พบว่ามีความแตกต่างกัน ผลจากการศึกษาจึงสามารถอธิบายผลของความแตกต่างทางด้านสภาพทางธรณีวิทยา และสมบัติทางความร้อนที่มีต่อการผลิตปูนขาว และยังยังสามารถอธิบายปัญหาการไม่สุกตัว และการแตกของหิน ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตปูนขาวของชาวบ้านโดยการใช้เตาอุโมงค์ได้ กล่าวคือ อุณหภูมิการเผาโดยใช้เตา อุโมงค์ซึ่งไร้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง อาจไม่เพียงพอการเผาหินจากบางแหล่ง และกระบวนการบดหินปูน ซึ่งเป็นวิธีที่ ใช้ในการผลิตปูนขาวในโรงงานอุตสาหกรรม ก็นับเป็นกระบวนการสำคัญในการผลิตปูนขาว เนื่องจากเป็นการ ทำลายความแตกต่างทางด้านสภาพทางธรณีวิทยาของก้อนหิน