ธุรกิจเหมืองทองคำกับการละเมิดสิทธิชุมชน : ปัญหาและแนวทางการแก้ไขในอนาคตกรณีตัวอย่างจากจังหวัดจันทบุรี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง ธุรกิจเหมืองทองคำกับการละเมิดสิทธิชุมชน: ปัญหาและแนวทางแก้ไขในอนาคตกรณีตัวอย่างจากจังหวัดจันทบุรี (Gold Mines ฺBusiness and Community Rights Violation: Problems and Solutions in the Future An Example from Chanthaburi) ผู้วิจัย ดร. จรรยา แผนสมบูรณ์ ที่ปรึกษาโครงการ 1. รศ.ดร. ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ 2. ผศ.ดร. พงษ์พัชรินทร์ พุธวัฒนะ 3. ผศ.ดร. ชัยณรงค์ เครือนวล คำสำคัญ สิทธิชุมชน,การละเมิดสิทธิมนุษยชน,ธุรกิจเหมืองทองคำ, จันทบุรี (Community Rights, Gold Mines, Violation, Gold Mines Business, Chanthaburi) ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ทองคำที่ผ่านมา เพื่อนำมาเปรียบเทียบถึงความเหมาะสมในการใช้พื้นที่จังหวัดจันทบุรีต่อการทำธุรกิจเหมืองแร่ทองคำในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจเหมืองแร่ทองคำที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี 2. เพื่อวิพากษ์ผลกระทบจากธุรกิจเหมืองแร่ทองคำที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี 3. เพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายมาตรการแนวทางการบริหารจัดการการทำธุรกิจเหมืองแร่ทองคำที่กระทบต่อสิทธิชุมชน ตลอดจนแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาสภาพปัญหาและบริบทชุมชนพื้นที่ตำบลพวา และตำบลสามพี่น้อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จะได้รับผลกระทบทางลบในอนาคต (Negative Future Impact) หากมีการอนุญาตให้ดำเนินการเกี่ยวกับเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ นอกจากนี้พื้นที่ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของภาคตะวันออกและเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศ เป็นพื้นที่ผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั้งภายในและนอกประเทศ ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง มังคุด ลำไย ยางพารา เป็นต้น ผลผลิตเหล่านี้เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่รัฐจะได้รับจากการทำเหมืองทองคำของภาคเอกชนแล้ว ย่อมมีมูลค่าที่ไม่สามารถที่จะเทียบกันได้กับมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร ที่ทางจังหวัดจันทบุรีได้รับในแต่ละปี หากมีการทำธุรกิจเหมืองแร่ทองคำในอนาคตย่อมจะเกิดผลกระทบอย่างมหาศาลเป็นวงกว้าง เช่น การขุดดิน และนำสารเคมีหลายชนิดมาใช้ในการถลุงแร่ และนำมาละลายทองคำออกจากสินแร่ จะส่งผลให้เกิดมลภาวะเป็นพิษทางธรณีวิทยา แหล่งน้ำ และอากาศ ผลกระทบเหล่านี้ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจจะประมาณค่าได้ และจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมากในปัจจุบันและอนาคต ในขณะที่ประกาศของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2563 ว่าจะมีการสำรวจแหล่งแร่ทองคำของบริษัทเอกชนในพื้นที่ดังกล่าว พบว่า มีผลกระทบทางจิตใจและความรู้สึกของประชาชน และเกิดกระแสการคัดค้านไม่เห็นด้วย มีความกังวลและความเครียดเกี่ยวกับเรื่องที่ทำกิน เนื่องจากชาวบ้านในตำบลพวา และตำบลสามพี่น้อง ส่วนมากไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน หากมีการทำเหมืองทองคำในอนาคต ชาวบ้านจะไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ดินต่อไป นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาน้ำ อากาศ ฝุ่นละออง สารเคมี สารพิษ โดยเฉพาะสารไซยาไนด์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพของชาวบ้านในระยะยาว และจะทำให้พื้นที่ทางการเกษตรที่สำคัญเสียหายไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าปัญหาจากการทำเหมืองแร่ต่าง ๆ ในประเทศ ยังมีผลกระทบกับชุมชนในหลายพื้นที่ เนื่องจากข้อบัญญัติทางกฎหมายแร่ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ ตั้งแต่ การประกาศเขตแหล่งแร่ การสำรวจแร่ การประเมินความเสี่ยงด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวังผลกระทบจากเหมืองแร่ และการฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบและพื้นที่ทำเหมืองภายหลังจากการประกาศปิดเหมืองแร่ไปแล้วโดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) หน่วยงานภาครัฐควรมีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในกระบวนการขออนุญาตต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ทุกประเภท เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบผลตามระยะเวลา และมั่นใจว่าคำขอต่าง ๆ จะหวนกลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังจากที่สังคมไม่ได้ให้ความสนใจแล้ว 2) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการ นโยบายต่อรัฐบาลในการแก้กฎหมายแร่ ตลอดจนการจัดทำแผนแม่บทแร่ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการแร่โดยรวม และการจัดทำแผนที่เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประชาชนให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) ควรมีการปรับปรุงรูปแบบค่าภาคหลวงแร่และการคิดอัตราการเก็บภาษีแร่ ให้มีความเหมาะสมกับมูลค่าแร่ที่มีมูลค่าสูง เช่น แร่ทองคำและเงิน เป็น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง 4 ) การจัดการเขตทรัพยากรแร่ ควรมีการพิจารณาเสนอปรับปรุงในแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ ๓ ต่อไป โดยเพิ่มกลไกระบบมาตรการป้องกันและการเฝ้าระวัง 5) การจัดทำ Baseline data ซึ่งควรมีกลไกอิสระจากภายนอกเข้ามาพิจารณาข้อมูลและ ชี้ขาดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น โดยอยู่ในรูปแบบการประชุมปรึกษาหารือทางเทคนิค ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาในเชิงระบบและเชิงพื้นที่