เทพชายแดน ไม่มีพรมแดน: เรื่องเล่า ตือม้าฮายด่าว และพิธีเซ่นเมืองกับการสร้างสำนึกเรื่องสถานที่และสิ่งแวดล้อมของคนไทในเวียดนาม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เมื่อเรื่องเล่าจากเบื้องล่างในลักษณะต่าง ๆ ถูกเล่าและนำไปใช้อย่างสร้างสรรค์ จะทำให้เกิดการ “ปะทะประสาน” กับเรื่องเล่าจากเบื้องบน จนทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา (emergence) เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการของการพัฒนาในท้องสถานที่ดำเนินการโดยรัฐ โครงการวิจัยนี้คือความพยายามในการวิเคราะห์เรื่องเล่าจากเบื้องล่าง หรือเรื่องเล่าของชาติพันธุ์ ได้แก่ เรื่องเล่าแม่บท (meta-narrative) ของเทพตือม้าฮายด่าวจากหลากหลายสำนวน (versions) และเรื่องเล่าขนาดเล็ก (little narrative) ว่าด้วยเทพและผีต่าง ๆ ในป่า ที่ซึ่งมาการปะทะประสาน (articulation) กับอำนาจของเรื่องเล่าจากเบื้องบน หรือวาทกรรมการพัฒนาอันเป็นเรื่องเล่าหลัก (grand narrative) ด้วยการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนาและการศึกษาเอกสารไทโบราณ ที่กระทำระหว่างปลายเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2022 มาใช้เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อรวบรวมเรื่องเล่าที่อยู่ในรูปของเอกสารไทโบราณ และเอกสารภาษาเวียดนามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าตือม้าฮายด่าวในพื้นที่ชายแดนเวียดนาม-ลาว ทำการปริวรรต แปล และวิเคราะห์ในบริบทที่เอกสารนั้นถูกเขียนและถูกใช้ ประการที่สอง เพื่อเปรียบเทียบเชิงพลวัตของการทำหน้าที่ในการสร้างความจริงทางสังคมจากเรื่องเล่า “ตือม้าฮายด่าว” และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากกลุ่มชาติพันธุ์ไท ในฐานะคนชายขอบและคนเมืองชายแดน กับเรื่องเล่าหลักซึ่งเป็นวาทกรรมการพัฒนา และ ประการที่สาม เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของเรื่องเล่าและการนำไปปฏิบัติในพิธีกรรมเซ่นเมือง และอื่นๆ ต่อการสร้างพลังและอำนาจของคนไทในชายแดน และเมืองของคนไทในฐานะสถานที่ (place) ในมิติต่างๆ ในการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของตนเอง ผู้วิจัยพบว่าเรื่องเล่าจากเบื้องล่างหรือเรื่องเล่าชาติพันธุ์ ซึ่งได้แก่ 1) เรื่องเล่าแม่บท (meta-narrative) ของเทพเมืองชายแดน ตือม้าฮายด่าว และ 2) เรื่องเล่าขนาดเล็ก (little narrative) ว่าด้วยเทพและผีในป่า เมื่อถูกเล่าและถูกปฏิบัติการอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการผลิตประวัติศาสตร์นิพนธ์ การรื้อฟื้นศาลเจ้าและพิธีเซ่นเมือง ได้เกิดการผสมผสานกันระหว่างเรื่องเล่าชาติพันธุ์ทั้ง 2 ประเภท และทำให้เกิดการป่วนและปะทะประสานกับเรื่องเล่าหลัก (grand narrative) ที่มาในนามวาทกรรมการพัฒนาของพรรคคอมมิวนิสต์ว่าด้วย “การสร้างชนบทใหม่” เพราะปฏิบัติการอย่างสร้างสรรค์ของเรื่องเล่าได้ก่อให้เกิดอำนาจทางการเมืองวัฒนธรรมของท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ ทั้งในระดับนามธรรมและรูปธรรม ในระดับนามธรรม คือการเกิดโครงสร้างของความรู้สึกร่วมของกลุ่มคนไทที่มีต่อสถานที่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เทพตือม้าฮายด่าวปกป้อง ซึ่งแฝงอยู่ในคติและวาทกรรมท้องถิ่น ในฐานะที่เป็นภาษาใหม่ (new texts) ของสังคมการเมืองไท รวมทั้งการขยายพรมแดนทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ในส่วนของรูปธรรม คือการผลิตซ้ำความเป็นสังคมการเมืองของคนไท และการสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นในการจัดการป่า ในลักษณะพหุศูนย์กลาง (polycentric) และความเป็นหุ้นส่วนสำคัญของชาวบ้านกลุ่มต่างๆ (partnership) ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนท้องสถานที่ยังคงพัวพันอยู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ