Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2567

นวัตกรรมการพัฒนาสารกันเสียเพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจากสมุนไพรหน่อกะลาพืชท้องถิ่นชุมชนเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

โองการ วณิชาชีวะ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ.ศ. 2567

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของหน่อกะลา ชุมชนเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พบว่ามีค่าความเข้มข้นของดีเอ็นเอที่สกัดอยู่ที่ 231.8-1734.6 นาโนกรัมต่อไมโครลิตร โดยมีค่าความบริสุทธิ์ของดีเอ็นเออยู่ในช่วง 1.7-2.0 และจากการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของหน่อกะลาได้โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล SCoT จากผลการสังเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอของหน่อกะลา โดยใช้ไพรเมอร์เอสซีโอที 30 ไพรเมอร์ ได้แก่ SCoT1, SCoT2, SCoT3, SCoT4, SCoT5, SCoT6, SCoT7, SCoT8, SCoT9, SCoT10, SCoT11, SCoT12, SCoT13, SCoT14, SCoT15, SCoT16, SCoT17, SCoT18, SCoT19, SCoT20, SCoT21, SCoT22, SCoT23, SCoT24, SCoT25, SCoT26, SCoT27, SCoT28, SCoT29 และ SCoT30 สามารถสังเคราะห์แถบดีเอ็นเอได้ทั้งหมด 218 แถบ เฉลี่ย 7.27 ? 4.13 แถบต่อไพรเมอร์ โดยไพรเมอร์ที่ให้จำนวนแถบดีเอ็นเอสูงที่สุด คือ ไพรเมอร์ SCoT20 จำนวน 15 แถบ ส่วนไพรเมอร์ที่ให้จำนวนแถบดีเอ็นเอที่น้อยที่สุด คือ SCoT23 และ SCoT30 จำนวน 3 แถบ จึงสรุปได้ว่าไพรเมอร์ ที่เหมาะสมต่อการศึกษาความหลากหลายของหน่อกะลา คือ SCoT20 ซึ่งให้จำนวนแถบดีเอ็นเอมากที่สุด และการประยุกต์ใช้เทคนิคเอสซีโอที (SCoT) สามารถนำมาใช้ในการศึกษาความหลากหลายของต้นหน่อะลาได้เพราะเป็นเทคนิคที่ทำได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนักผลการตรวจสอบมีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพต่อการระบุความแตกต่างทางพันธุกรรมของพืช และยังสามารถเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมโดยการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศแทนการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยจากการศึกษาสารสำคัญเพื่อพัฒนาเป็นสารกันเสียเพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจากสมุนไพรหน่อกะลาพืชท้องถิ่นชุมชนเกาะเกร็ด พบว่าสารสกัดที่ได้จากใบสามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ เท่ากับ 3.3837mg/ml ในขณะที่สารมาตรฐานวิตามินซีเมื่อทดสอบวิธีเดียวกันพบว่ามีค่า IC50 เท่ากับ เท่ากับ 3.511 ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ทดแทนสารกันเสีย หรือสารต้านนอุมุ,อิสระสังเคราะห์ได้ โดยสารสกัดที่ได้จะมีลักษณะดังภาพ อย่างไรก็ตามในอนาคตจำเป็นต้องศึกษาคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปฯสารสำคัญในเครื่องสำอาง เพื่อพัฒนาเป็นสารสำคัญมูลค่าสูงทดแทนสารกันเสียสังเคราะห์ได้

คำสำคัญ

เครื่องสำอางCosmeticsเกาะเกร็ดNatural preservativesAlpinia nigraKoh Kret Communityหน่อกะลาสารกันเสียจากธรรมชาติ

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมเพื่อการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ของใบพายอัลบิด้าในประเทศไทยด้วยเทคนิคเอแอฟแอลพี

นางสาวเบญจพร สัมฤทธิเวช กรมประมง พ.ศ. 2551

โครงการ การใช้เครื่องหมายไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอในการจัดระบบผสมพันธุ์ปลาการ์ตูนสัมขาว

วรวุฒิ เกิดปราง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พ.ศ. 2554

ความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาช่อนจากประชากรธรรมชาติและประชากรเพาะเลี้ยงในประเทศไทย

สุวรักษ์ วงษ์โท กรมประมง พ.ศ. 2564

การอนุรักษ์พันธุกรรม และการทดสอบฤทธิ์ทางชีวเคมีของมะหลอด ผลไม้พื้นบ้านเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอาหารและสมุนไพร

ประทุมพร ยิ่งธงชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

การวิเคราะห์ลายพิมพ์ดีเอ็นเอของชะเอมไทยและชะเอมเหนือ เพื่อการประยุกต์ใช้เป็นเครื่องหมายพันธุกรรม ในการพิสูจน์เอกลักษณ์เครื่องยา "ชะเอมไทย" ที่มีขายในตลาดเครื่องยาสมุนไพร

สุชาดา สุขหร่อง คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552

การค้นหา และพัฒนาชุดเครื่องหมายโมเลกุลดีเอ็นเอ สำหรับบ่งชี้ลักษณะการเจริญเติบโต และปริมาณเนื้อแดง ในสุกรสายพันธุ์ทางการค้า ระยะที่ 2

ศุภมิตร เมฆฉาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2552

การศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและโครงสร้างประชากรมะเขือการค้า 20 สายพันธุ์ ด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอ SRAP

ปวีณา ชื่นวาริน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2562

Kesan Penyimpanan Sampel Air Liur Terhadap Kualiti DNA Genom

พ.ศ. 2560

การประเมินความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของฟักทองไทย 29 สายพันธุ์ด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอ AFLP

ปณาลี ภู่วรกุลชัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2559

การค้นหาและพัฒนาชุดเครื่องหมายโมเลกุลดีเอ็นเอ สำหรับบ่งชี้ลักษณะการเจริญเติบโตและปริมาณเนื้อแดงในสุกรสายพันธุ์ทางการค้า

ศุภมิตร เมฆฉาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551