Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

โครงการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย : สังคมสยามและการปฏิวัติในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่อง ความคาดหวังของราษฎรต่อระบอบการเมืองใหม่ภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้นเพื่อต้องการกลับไปทบทวนชุดคำอธิบายเดิมที่ยังคงทรงพลังในสังคมไทยนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือ ชุดคำอธิบายที่กล่าวว่าการปฏิวัติใน พ.ศ. 2475 นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพียงวงแคบในกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้นโดยที่ราษฎรมิได้เข้ามามีส่วนร่วมแต่อย่างใด ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการทางการเมืองในระยะต่อมา เกิดการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองหรือที่เรียกว่า วงจรอุบาทว์ ซึ่งเป็นแนวทางอธิบายในเชิงรัฐศาสตร์ที่ถูกใช้อธิบายการเมืองไทยอยู่เสมอ พร้อมทั้งมักย้อนกลับไปกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตยนั่นก็คือ การปฏิวัติในปี พ.ศ.2475 ในเชิงตัดสิน เพราะฉะนั้นเพื่อถกเถียงและเปิดมุมมองใหม่ต่อเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองในอดีตที่มักไม่ให้พื้นที่ราษฎรและมักให้ความสนใจกับการเมืองในหมู่ชนชั้นนำที่เป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวนี้ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นการอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางการเมืองที่แคบและไร้ชีวิติชีวาเกินไปดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรมีการศึกษาเรื่องราวของราษฎรที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพลังของความเปลี่ยนแปลง ดังจะเห็นได้ว่าเคยมีการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางความคิดของราษฎรที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่สยามเข้าสู่ระบบทุนนิยมภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี พ.ศ. 2398 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หลังจากที่สังคมสยามอยู่ในสภาวะกึ่งยุคจารีตในต้นรัตนโกสินทร์และหันเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ ส่งผลให้เกิดการคลี่คลายเชิงโครงสร้างทางสังคม เกิดคนกลุ่มใหม่ ๆ อาชีพใหม่ ๆขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ และกลุ่มคนที่เกิดใหม่นั้นก็คือ คนชนชั้นกลาง ได้กลายมาเป็นกลุ่มที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และในขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่ท้าทายระบอบการปกครองด้วยเช่นกัน กล่าวคือ คนกลุ่มนี้ได้เกิดการสั่งสมประสบการณ์ในชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสยามขณะที่โลกภายนอกของสยามเองก็ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่หลายประเทศต่างเผชิญกับการปฏิวัติเพื่อล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของระบอบการปกครองที่เปิดโอกาสในประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมสยามเองก็เช่นเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ บนโลกที่เผชิญกับการปฏิวัติ ซึ่งก่อนที่สยามจะดำเนินมาถึงวันคืนของความเปลี่ยนแปลงก็ได้มีการสะสมพลังของความเปลี่ยนแปลงภายในสังคมมาแล้วไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกระแสของการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนระบอบการปกครอง การถกเถียงถึงระบอบการเมืองใหม่ ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้วรวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องของราษฎรในสังคมที่มีซับซ้อนมากขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 2470 พระบาสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องเผชิญกับกระแสการเมืองภายในที่เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเนื่องจากราษฎรเรียกร้องความเปลี่ยน และขณะเดียวกันการล่มของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลกระทบมาถึงสยามและพื้นที่อื่น ๆ บนโลก เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง เมื่อเผชิญกับปัญหานานัปการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เน้นการสืบทอดผ่านทางสายเลือดต้องเผชิญกับวิฤตความชอบธรรม เมื่อรัฐบาลในระบอบนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการของราษฎรได้กระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 กลุ่มผู้ก่อการที่เรียกตนเองว่า คณะราษฎร ได้นำกำลังทหารเข้ามายึดอำนาจรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ที่จากแต่เดิมอำนาจของการบริหารประเทศจำกัดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ได้ถ่ายโอนมายังราษฎรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ราษฎรสยามท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร หรือคาดหวังเรื่องใดบ้างต่อรัฐบาลในระบอบใหม่ก็เป็นประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีผู้ศึกษามามากนัก ผู้วิจัยเห็นว่าการย้อนกลับไปศึกษาราษฎรในช่วงต้นการปฏิวัติน่าจะช่วยเติมเต็มภาพของสยามหลังการปฏิวัติได้อีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นมุมของราษฎรที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองที่เปิดกว้างขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มผู้นำใหม่นี้ก็ต้องการแนวร่วมก็ยิ่งเป็นสาเหตุให้มีการเปิดกว้างให้ราษฎร ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงริเริ่มค้นความด้วยการใช้เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นหลัก ซึ่งเป็นเอกสารส่วนที่ราษฎรเป็นผู้เขียนเองเพื่อส่งมายังกลุ่มผู้นำใหม่อันแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังต่อระบอบการเมืองใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นการสะท้อนปัญหาภายในสังคมที่เป็นมรดกตกทอดมาจากรัฐบาลก่อนหน้า นอกจากนี้แล้วยังมีการใช้เอกสารชั้นต้นอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศและปฏิกิริยาทางสังคมในช่วงการปฏิวัติอย่างเช่น รายงานผู้สืบราชการลับ บันทึกความทรงจำ อนุสรณ์งานศพเป็นต้น สิ่งเหล่านนี้ล้วนแล้วเป็นเอกสารหลักฐานชั้นต้นที่ถูกนำมาใช้เพื่อสืบย้อนกลับไปยังอดีตโดยงานวิจัยเรื่อนี้มีคำถามดังนี้คือ ความคาดหวังประเด็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของราษฎรในช่วง 1 ปีแรกหลังการปฏิวัติมีประเด็นใดบางที่ประชาชนคาดหวังต่อระบอบการเมืองใหม่ และความคาดหวังประเด็นเหล่านี้ได้ส่งผลอย่างไรต่อบรรยากาศการเมืองและผู้นำในระบอบใหม่ และมีวัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือเพื่อศึกษาความคาดหวังของราษฎรที่มีต่อระบอบการเมืองใหม่อันถือได้ว่าเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในสังคมสยามในช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบการเมืองใหม่ โดยจะนำความคิดเหล่านั้นมาวิเคราะห์โดยมุ่งไปที่ประเด็นความคาดหวังในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่ประกอบไปด้วยประชาชนจำนวนหนึ่งที่เข้ามาสู่พื้นทางการเมือง และบรรยากาศทางการเมืองหลังการปฏิวัติสยาม 1 ปี และใช้วิธีการดำเนินการศึกษาเป็นงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ (historical research) โดยจะเป็นวิจัยเชิงเอกสาร(documentary research) ที่จะนำเอาเอกสารต่างๆ ที่ได้ค้นคว้ามาทำการวิเคราะห์ แล้วนำเสนอในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์จากการค้นคว้าจากหลักฐานชั้นต้นพบว่ามีอยู่หลายประเด็นมากที่ราษฎรในขณะนั้นต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันจดหมายบางฉบับได้ก็ทิ้งเค้ารอยบรรยากาศของสยามหลังการปฏิวัติไว้อยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ช่วยให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของสยามหลังหารปฏิวัติไม่มากก็น้อย ซึ่งก็ช่วยขยับขยายความเข้าใจจากแต่เดิมที่มักศึกษาบรรยากาศทางการเมืองสยามหลังการปฏิวัติผ่านบันทึกความทรงจำของผู้นำคนสำคัญ หรือชนชั้นนำเก่า แต่วิจัยเรื่องนี้กลับให้ภาพที่มาจากราษฎรโดยทั่วไป ซึ่งราษฎรเหล่านี้เป็นชาวนา พ่อค้า พระสงฆ์กรรมกร เสมียน ทนายความ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และข้าราชการซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับสูงนัก ซึ่งโดยรวมแล้วคนกลุ่มนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นชนชั้นกลางที่อ่านออกเขียนได้ และมีภูมิหลังแตกต่างหลากหลาย บ้างมาจากพ่อค้าท้องถิ่น กรรมกร ข้าราชการในท้องถิ่น ข้าราชการในส่วนกลาง เป็นต้น ซึ่งประสบการณ์ในชีวิตของคนแต่ละกลุ่มมีส่วนอย่างมากในการหลอ่ หลอมและกำหนดความคาดหวังของตนเองที่มีต่อระบอบการเมืองใหม ?ผลจากการศึกษาผู้วิจัยได้ทำการแบ่งมิติความคาดหวังใหญ่ ๆ อยู่ 2 ประเด็นด้วยกันคือ ในบทที่ 4 จะอธิบายความคาดหวังของราษฎรที่มีต่อระบอบการเมืองใหม่ในมิติสังคมและการเมือง ซึ่งถือเป็นมิติใหญ่เนื่องจากเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือเรื่องการเมือง ราษฎรจะมีปฏิกิริยาและคาดหวังต่อผู้นำในระบอบใหม่อย่างไรในมิติทางสังคมและการเมือง ผู้วิจัยพบว่าราษฎรสยามนั้นมีความคาดหวังที่แตกต่างกันมาก และส่วนใหญ่ที่ปรากฏความคาดหวังมักเน้นไปที่หน่วยงานราชการซึ่งมีจดหมายที่แสดงความคาดหวังไว้เป็นจำนวนมากที่ต้องการให้ให้มีการปรับเปลี่ยนการทำงานในระบบราชการ นอกจากนี้ยังพบว่าแนวคิดที่ปรากฏขึ้นอันเป็นการปะทะระหว่างความเก่าและความใหม่ในสังคมได้ปรากฏขึ้นในจดหมายเช่นประเด็นเรื่องความเท่าเทียมที่นำไปสู่ความคาดหวังเรื่องอื่น ๆ ตามมา นอกจากนี้ในประเด็นการศึกษาพบว่ามีการขอให้ปรับการศึกษาให้สนองกับระบอบการเมืองใหม่ รวมไปถึงการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนที่มีแนวทางการสอนเพื่อรับใช้ระบอบการเมืองใหม่ขึ้นในสยาม การก่อตัวของการรวมกลุ่มเป็นสมาคมต่าง ๆ ของราษฎรก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันในหลักฐานที่เป็นรายงานสืบราชการลับที่ผู้วิจัยได้ประเมินคุณค่าหลักฐานความน่าเชื่อถือไว้น้อยเนื่องจากไม่ทราบว่าผู้เขียนรายงานนั้นมีเป้าหมายอย่างไรในการเขียน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศข่าวลือ และเสียงซุบซิบต่าง ๆ ที่ปรากฏนอกเหนือเอกสารที่เป็นทางการอย่างหนังสือพิมพ์ ทำให้เห็นความตึงเครียด ความคาดหวัง ความหวาดระแวงของคนหลายกลุ่ม ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการกระทำของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไปสำหรับความคาดหวังของราษฎรในมิติทางเศรษฐกิจนี้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลในระบอบใหม่เข้ามาจัดการช่วยเหลือ และแทรกแซงเศรษฐกิจภายในเนื่องจากในอดีตไม่มีการแทรกแซงโดยรัฐ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐ การพัฒนาและสนับสนุนและเทคโนโลยีทางการเกษตร ที่สำคัญคาดหวังว่ารัฐจะต้องจัดให้มีการวางสถาบันทางเศรษฐกิจและต้องมีเครื่องมือทางการเงินใหม่ เพื่อเป็นฐานทางการเงินให้แก่ราษฎรในประเทศได้สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ หรือกลุ่มกรรมกรได้พยายามเรียกร้องสิทธิของตน แต่อย่างไรก็ตามก็ได้ปรากฏว่าในมิติทางเศรษฐกิจนี้ราษฎรบางส่วนต่างรู้สึกผิดหวังเนื่องจากระบอบการเมืองใหม่สามารถตอบสนองได้เช่นเรื่องการขอลดภาษี การขอกู้เงิน เป็นต้น ดังนั้นความคาดคาดหวังในมิติทางเศรษฐกิจนี้น่าจะมีส่วนลดทอนความชอบธรรมของผู้นำใหม่อยู่บ้างในช่วงแรก เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและกระทบกันเป็นลูกโซ่ ซ้ำยังต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่จึงยิ่งส่งผลให้การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจมีความยากและซับซ้อนขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อค้นคว้าเพิ่มเติมจากข่าวในหนังสือพิมพ์ผู้วิจัยก็พบว่ากลุ่มผู้นำใหม่ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ก็ได้พยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจให้แก่ราษฎร เรื่องที่เห็นได้ชัดคือเรื่องการจัดหางานให้แก่ราษฎรที่มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อนรับผิดชอบ พร้อมทั้งมีการลงข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อรายงานประเด็นการจัดการงานให้แก่ผู้ว่างงานเป็นการเฉพาะซึ่งก็เป็นปฏิกิริยาของผู้นำในระบอบใหม่ที่มีต่อความคาดหวังของราษฎร แต่หากมองในมุมกลับก็จะเห็นว่าปัญหาเรื่องการว่างงานอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ลดความชอบธรรมรัฐบาลใหม่ได้มากจึงต้องรีบแก้ไขปัญหาเนื่องจากกระทบกับคนส่วนใหญ่ในสังคมจะได้ไม่เกิดวิกฤตความชอบธรรมในการบริหารจากทั้งหมดที่กล่าวนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อระบอบการเมืองใหม่ของราษฎรสยาม ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรจำนวน 12 ล้านคนในขณะนั้น และอาจจะอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขว่าคำอธิบายในงานวิจัยชิ้นนี้จะไม่สามารถให้ภาพแทนราษฎรสยามทั้งหมดได้ แต่เพียงชี้ให้เห็นว่ายังมีราษฎรที่กระตือรือร้นและตอบสนองต่อระบอบการเมืองใหม่ ซึ่งก็สัมพันธ์กับภูมิหลังของผู้ที่พยายามเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วจากคำอธิบายเดิมที่ให้ภาพราษฎรหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นภาพของราษฎรที่ไม่กระตือรือร้นทางการเมืองควรได้รับการทบทวนใหม่อีกครั้งจากหลักฐานเอกสารต่าง ๆที่ผู้วิจัยได้นำมาแสดงเป็นหลักฐานว่าในสยามนั้นราษฎรส่วนหนึ่งมีความกระตือรือร้นทางการเมือง และบางความเห็นก็ถือว่าก้าวหน้าอย่างมากในช่วงนั้น และมิใช่ราษฎรที่ยืนคอยความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากชนชั้นนำทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว

คำสำคัญ

Democracyประชาธิปไตยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวKing PrajadhipokSiamese Revolutionการปฏิวัติสยาม

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

วาทกรรมการปฏิรูประบบราชการและความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการสร้างความทันสมัยในประเทศไทย ตั้งแต่การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์

ชลธิชา ชัยศิริรัตน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2560

รูปแบบวิธีการขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมืองในยุคปฏิรูปของชาวรากหญ้าในจังหวัดชัยภูมิ

ฉัตรณรงค์ศักดิ์ สุธรรมดี มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ พ.ศ. 2561

การปฏิรูปมหาเถรสมาคม

สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ พ.ศ. 2562

โครงการ “นักวิชาการไทยกับการต่อสู้ช่วงชิงความหมาย “ประชาธิปไตย”ในภาวะวิกฤตทางการเมือง (พ.ศ.2548-2557)”

สายชล สัตยานุรักษ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พ.ศ. 2561

การก่อตัวของธรรมาธิปไตยกับการเมืองภาคพลเมืองในสังคมไทย ช่วงปี พ.ศ. 2547-2557

อนุรักษ์ เก่งเรียน มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2561

การปฏิรูปการเลือกตั้งไทยตามหลักธรรมาธิปไตย

พระมหามิตร ฐิตปญฺโญ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2561

วิถีชนบทไทยกับกระแสยุคการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง: ความเปลี่ยนแปลงและกระบวนการ สร้างประชาธิปไตย

เกษฎา ผาทอง พ.ศ. 2560

ประชาธิปไตยในมุมมองของเอ็นจีโออีสาน ระหว่าง พ.ศ.2549-2559

เพ็ญศรี ชิตบุตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2562

ทศวรรษแห่งการปฏิรูปการเมือง :ผลงาน ปัญหา และอุปสรรค

ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2553

ปัญหาของประเทศและทางออก: ทัศนะของ มจสิทธิพร กฤดากร ก่อนการปฏิวัติ พศ 2475

ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2561