ความชุกและการส่งผ่านของพลาสมิดที่มียีนดื้อยาคาร์บาเพเน็มของเชื้อคาร์บาเพเน็ม-รีสิสแตนท์ เอนเทอโรแบคทีริเอซีอี และพฤติกรรมในธรรมชาติของสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะจากฟาร์มสุกรและในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะศึกษาความชุกของเชื้อกลุ่ม Carbapenem-resistant Enterobacteriaceae และสารตกค้างยาปฏิชีวนะจากปฏิกูลและน้ำทิ้งในฟาร์มสุกรและในแหล่งน้ำธรรมชาติจากพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปัจจัยในการเลี้ยงสุกรที่เกี่ยวข้องกับการคงอยู่ของเชื้อ CRE ในฟาร์มสุกร เพื่อใช้สำหรับการวางแนวทางการลดและมาตรการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์ โดยเลือกจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสุกรหนาแน่นมากที่สุดในประเทศไทยเป็นพื้นที่ศึกษา โดยสุ่มเลือกฟาร์มสุกรทั้งหมด 53 ฟาร์ม โดยฟาร์มสุกรตัวอย่างส่วนใหญ่มีจำนวนสุกรในฟาร์มอยู่ระหว่าง 100-5,000 ตัว เป็นฟาร์มที่เลี้ยงเฉพาะสุกรขุนและเลี้ยงอยู่ในโรงเรือนเปิด โดยส่วนใหญ่ใช้อาหารสำเร็จรูปและทุกฟาร์มมีการให้แร่ธาตุเสริมอาหาร จากตัวอย่างมูลสุกร อาหาร ของเสียและน้ำทิ้งจากบ่อเกรอะฟาร์มสุกร พบเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่เบื้องต้นมีแนวโน้มดื้อต่อยาคาร์บาเพเน็มจากทั้งหมดจำนวน 225 เชื้อ โดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบในกลุ่ม Pseudomonas spp. และกลุ่ม Enterobacteriaceae ซึ่งพบการผลิตเอนไซม์ carbapenemase จาก 54 ตัวอย่างในเชื้อ E. coli P. aeruginosa และ P. guariconensis เป็นส่วนใหญ่ แต่มีเพียง 24 ตัวอย่างที่แสดงผลการดื้อยา carbapenem ในทดสอบความไวรับต่อยาปฏิชีวนะโดย broth microdilution Minimum inhibitory concentrations โดยเป็นเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Pseudomonas spp. ทั้งหมด รวมถึงพบยีนดื้อยา blaVIM และ blaSPM จำนวน 8 เชื้อที่แยกได้จากอาหารและน้ำเสียจากบ่อเกรอะฟาร์มสุกร อย่างไรก็ตาม เชื้อ E. coli และ K. pneumoniae ในการศึกษาครั้งนี้ที่สามารถผลิตเอนไซม์ carbapenemase ได้อยู่ในกลุ่ม Carbapenemase-producing Enterobacteriaceae ถึงแม้ไม่พบการแสดงออกของการดื้อต่อยาปฏิชีวนะในกลุ่มคาร์บาเพเน็มจากการทดสอบ MICs และไม่เจอยีนดื้อยาปฏิชีวนะในกลุ่มคาร์บาเพเน็ม 11 ยีนในกลุ่มเชื้อ CPE ที่คัดแยกได้ในการศึกษาครั้งนี้ อาจเนื่องมาจากเชื้อ CPE ที่พบอาจมียีน blaIMI ซึ่งเป็นยีนดื้อยาปฏิชีวนะในกลุ่มคาร์บาเพเน็มที่สามารถพบได้อยู่ทั้งบน chromosome และบนพลาสมิด ซึ่งมีการรายงานการพบเชื้อ CRE ที่มียีนดื้อยา blaIMI ดังกล่าวจากการศึกษาในสถานพยาบาลในประเทศไทยด้วยการทำ whole-genome sequencing และในการวิเคราะห์สารตกค้างยาปฏิชีวนะจากแหล่งน้ำธรรมชาติจากพื้นที่ใกล้เคียงฟาร์มสุกรพบสารตกค้างยาปฏิชีวนะ lincosamide เพียงตัวอย่างเดียว การศึกษาครั้งนี้พบว่าปัจจัยในระบบการเลี้ยงสุกรในฟาร์มตัวอย่างที่มีความสัมพันธ์กับการเจอเชื้อดื้อยาก็คือ การนำน้ำมาจากภายนอกฟาร์มมาใช้ และการให้แร่ธาตุอาหารเสริมและไม่มีการจุ่มรองเท้าก่อนเข้าส่วนเลี้ยงสุกรภายในฟาร์ม ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับอาหารของสุกร แนวทางการบำบัดน้ำเสียและระบบความปลอดภัยในฟาร์ม เพื่อยับยั้งการเกิดหรือการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร