รูปแบบการบริหารจัดการของโรงเรียนปริยัติธรรมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามหลักธรรมาภิบาล
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและรูปแบบการบริหารจัดการของโรงเรียนพระปริยัติธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามหลักธรรมาภิบาล 2) เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารจัดการของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามหลักธรรมาภิบาล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาขนาดเล็ก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2555 จำนวน 276 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม โดยคำนวณหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าระหว่าง 0.67-1.00 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Interview) สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารจัดการของโรงเรียนปริยัติธรรมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามหลักธรรมาภิบาล ตามสภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการของโรงเรียนปริยัติธรรมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามหลักธรรมาภิบาล โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ( =3.65, SD= 0.85) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักความโปร่งใส ( =3.87, SD= 0.91) และรองลงมา คือ ด้านหลักการมีส่วนร่วม ( =3.75, SD= 0.86) ด้านหลักความคุ้มค่า ( =3.70, SD= 0.84) การบริหารงานวิชาการ ( =3.66,SD= 0.83) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำ คือ ด้านการบริหารงบประมาณ ( =3.44, SD= 0.85) รูปแบบการบริหารจัดการของโรงเรียนปริยัติธรรมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามหลักธรรมาภิบาล ทุกองค์ประกอบและทุกตัวบ่งชี้มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยมีค่ามัธยฐานตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ไม่เกิน 1.50 เพื่อให้ผลการดำเนินงานวิจัยที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้การสัมภาษณ์แบบเชิงลึกร่วมกับการประชุมกลุ่มย่อยและผลการวิจัยน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาได้ ซึ่งจะเห็นได้จากรูปแบบที่ได้สร้างขึ้น สามารถนำไปศึกษาวิจัยเป็นรูปแบบเทียบเคียงใช้กับสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งภาครัฐและเอกชนได้