ปัจจัยด้านโรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งตับ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p><strong>หลักการและเหตุผล</strong> มะเร็งตับยังคงเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนบน อัตราการตายและอันดับสาเหตุการตายจากมะเร็งตับมีแนวโน้มสูงขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมนิยมการบริโภคอาหารดิบ การดื่มสุรา และปริมาณการใช้สารเคมีที่เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเหล่านั้นเป็นปัจจัยที่สามารถป้องกันได้ถ้าประชาชนมีความรู้และตระหนักต่อผลการเกิดโรคที่ตามมา</p> <p> <strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยด้านโรคติดเชื้อที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งตับ ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา </strong>เป็นการศึกษาแบบ case – control สัดส่วน 1:1 matched ด้วยเพศ และอายุ ±5 ปี โดยใช้แบบสอบถาม หรือแบบสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับทุกชนิด อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลชุมชน ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 30 กันยายน 2553 จำนวนทั้งสิ้น 136 คน วิเคราะห์ค่า odd ratio ด้วย conditional logistic regression </p> <p> <strong>ผลการศึกษา</strong> สัดส่วนเพศชายต่อเพศหญิงเท่ากับ 2.8: 1 พบมากในช่วงอายุ 50 – 59 ปี ร้อยละ 33.8 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 57.65 ปี พบว่า การดื่มสุราในระดับมาก และระดับปานกลางมีความสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งตับที่ adjusted OR = 3.488 (95%CI0.969 – 12.50) และ 1.241 (95% CI0.484 – 3.182) ตามลำดับ การป่วยเป็นโรคพยาธิมีความสัมพันธ์ในระดับมากต่อการเป็นมะเร็งตับ adjusted OR=5.734 (95%CI 2.186 –15.040) และโรคเบาหวาน มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งตับ adjustedOR = 1.266 (95% CI 0.417 – 3.849)</p> <p> <strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong>การเกิดมะเร็งตับมีความสัมพันธ์กับการการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคพยาธิ และเบาหวาน ปัจจัยทั้งหมดดังกล่าวเป็น cocarcinogen ร่วมกับการมีตับอักเสบ B ดังนั้น ควรผลักดันให้มีการเจาะเลือดเพื่อหา HBsAG carrier และพัฒนาการใช้สื่อ ประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหาร และการใช้ยาถ่ายพยาธิ</p>