ฤทธิ์ต้านมาลาเรียและความเป็นพิษในสัตว์ทดลองของสารสกัดจากพืชสมุนไพรในตำรับยาแก้ไข้
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย พืชสมุนไพรจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจที่จะนำมาศึกษายาต้านเชื้อมาลาเรียชนิดใหม่ ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรียและทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดจากเมล็ดมะกอก โดยทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Plasmodium berghei ในหนูทดลองด้วยวิธี 4-day suppressive, curative และ prophylactic tests โดยการป้อนสารสกัดตัวอย่างขนาด 200, 400 และ 600 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว รวมทั้งศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดในหนูทดลองซึ่งได้รับสารสกัดขนาด 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว และสังเกตความเป็นพิษเป็นระยะเวลา 14 วัน ผลการศึกษาด้วยวิธี 4-day suppressive test พบว่าสารสกัดชั้นเอทานอลของเมล็ดมะกอกมีฤทธิ์ต้านมาลาเรียที่ดี ในขนาด 250, 500, 600 และ 800 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว สารสกัดสามารถยับยั้งเชื้อมาลาเรียได้ร้อยละ 22.94, 49.01, 60.67 และ 66.82%, ตามลำดับ ในการทดสอบผลของการรักษาด้วยวิธี curative test พบว่าสารสกัดในทุกขนาดที่ทำการทดสอบสามารถรักษาการติดเชื้อมาลาเรียได้อย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05) และสามารถเพิ่มระยะเวลาการมีชีวิตรอดได้ เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มควบคุมเชิงลบที่ไม่ติดเชื้อมาลาเรีย อย่างไรก็ตามยังพบว่าสารสกัดยังมีฤทธิ์ในการป้องกันและการรักษาการติดเชื้อมาลารียได้ต่ำกว่ายาอาร์ทีซูเนตซึ่งเป็นยามาตรฐานที่ใช้รักษามาลาเรีย จากการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน พบว่าสารสกัดที่ขนาด 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ไม่พบความเป็นพิษต่อสัตว์ทดลอง ดังนั้นจากงานวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่าสารสกัดเอทานอลของเมล็ดมะกอกมีฤทธิ์ที่ดีในการต้านเชื้อมาลาเรียในหนูทดลองที่ติดเชื้อ Plasmodium berghei โดยไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันในขนาดที่ทำการศึกษา ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการนำเมล็ดมะกอกไปศึกษาในเชิงลึกเพื่อพัฒนาเป็นยาต้านลาเรียชนิดใหม่ต่อไป โดยจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในส่วนของการแยกสารบริสุทธิ์ที่เป็นองค์ประกอบ และกลไกการออกฤทธิ์ต้านมาลาเรีย