การประเมินผลกระทบการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้้าในพื้นที่ลุ่มน้้าแม่ตาว ต่อการแพร่กระจายสารแคดเมียม โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การปนเปื้อนสารแคดเมียมในดินและพืชพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว อ. แม่สอด จ. ตาก ทางภาคเหนือของประเทศไทยส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมต่อประเทศ การศึกษานี้เป็นการติดตามการแพร่กระจายของแคดเมียมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวซึ่งมีการก่อสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียหน้าดินซึ่งส่งผลต่อการแพร่กระจายของแคดเมียมในดินและป้องกันการสัมผัสสารพิษเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ และเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนา กำหนดมาตรการอนุรักษ์ดินเพิ่มเติม การปรับปรุงดิน การวางแผนการปลูกพืช เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวได้ตามศักยภาพของดิน จากผลการศึกษาประเมินค่าการกระจายของแคดเมียมในดินโดยการประมาณค่าช่วงในรูปแบบ Inverse Distance Weighted (IDW) ด้วยโปรแกรม ArcGIS 10.0 โดยการสุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม (Random) จำนวน 423 ตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 58,700 ไร่ บริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว อ. แม่สอด จ. ตาก พบว่า ลักษณะการกระจายของแคดเมียมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวมีความแตกต่างกันขึ้นกับสภาพภูมิประเทศ และการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่โดยพบแคดเมียมที่ระดับความเข้มข้นมากกว่า 3 mg kg-1 ซึ่งมีค่าเกินมาตรฐานดินในพื้นที่เกษตรซึ่งกำหนดโดยประชาคมยุโรปซึ่งกำหนดไว้ที่ 3 mg kg-1 พบเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ลุ่มซึ่งลำห้วยแม่ตาว และลำห้วยแม่กุไหลผ่าน มีระดับความเข้มข้นของแคดเมียมระหว่าง 3- 80 mg kg-1 ซึ่งเกินค่ามาตรฐานดินในพื้นที่เกษตร ส่วนพื้นที่สูงบริเวณเนินเขาของ zone 3 มีระดับการปนเปื้อนแคดเมียม ไม่เกินค่ามาตรฐานของดินในพื้นที่เกษตร โดยพบแคดเมียมมีค่าความเข้มข้นระหว่าง 0.5-3.0 mg kg-1 ส่วนพื้นที่ zone 2 พบการปนเปื้อนแคดเมียมในช่วง 0.5- 5.0 mg kg-1 โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของโชน (zone) นี้พบการปนเปื้อนของแคดเมียมในช่วง 1-3 mg kg-1 และพบว่า พื้นที่ที่มีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณแคดเมียมในแปลงน้อยมาก นั่นคือระบบอนุรักษ์ดินและน้ำไม่มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของแคดเมียม แต่มีประโยชน์ในด้านการป้องกันหรือชลอไม่ให้มีการขยายพื้นที่ปนเปื้อนอันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายของแคดเมียมไปกับตะกอนดินที่มีการชะล้างพังทลายของหน้าดินไปตามลำน้ำสู่พื้นที่บริเวณอื่น ดังนั้นการประยุกต์เทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำมาปรับใช้ในพื้นที่นอกจากเป็นการป้องกันการสูญเสียหน้าแล้วยังสามารถป้องกันการแพร่กระจายของแคดเมียมที่มีประสิทธิภาพ เป็นผลดีต่อสภาพแวดล้อม ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ต่อการบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียม และเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน