อิทธิพลของยิปซัมสังเคราะห์ที่เหลือทิ้งจากโรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ ในการเป็นสารปรับปรุงดินและดูดซับ-รูปทางเคมีของแคดเมียมในดินพื้นที่เพาะปลูกยาสูบระบบโควตา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในการประเมินสถานะธาตุอาหารพืชและปริมาณแคดเมียมในไร่ยาสูบในระบบเคมีเกษตร ต.ปากแคว อ.เมือง จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นไร่ยาสูบในระบบโควตาแบบเคมีเกษตร ในการศึกษาสมบัติของดิน และปริมาณโลหะหนักในรูปปริมาณทั้งหมด และสภาพพร้อมใช้ทางชีวภาพ เก็บตัวอย่างดินจากแปลงยาสูบจำนวน 45 ตัวอย่าง ดำเนินการเก็บตัวอย่างก่อนการเพาะปลูกยาสูบ นอกจากนี้ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเพาะปลูกยาสูบแบบโควตา การใช้ปุ๋ย และผลผลิตยาสูบของเกษตรกร จากเกษตรกร และเจ้าหน้าที่โรงงานยาสูบ ผลการวิเคราะห์สมบัติของดิน พบว่าดินมีสภาพกรดรุนแรง (pH อยู่ในช่วง 3.83-5.45) ในขณะที่ปริมาณอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ มีปริมาณที่ต่ำ ในขณะที่ปริมาณแคลเซียม และแมกนีเซียมสูงและสูงกว่าช่วงที่เหมาะสม และพบว่าดินมีปริมาณแคดเมียมทั้งหมด อยู่ในช่วง 3.27 – 5.08 mg kg-1 ซึ่งเป็นระดับที่เกินเกณฑ์พื้นฐานของการปนเปื้อนของแคดเมียมในดินประเทศไทย และสูงกว่าค่าอนุโลมสูงสุดที่ยอมให้มีได้ของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ พบว่ามีการปนเปื้อนของแคดเมียมสภาพพร้อมใช้ทางชีวภาพ (bioavailability Cd) และปริมาณแคดเมียมทั้งหมด (total Cd) ค่อนข้างสูง ผลจากการศึกษารูปทางเคมี และการแพร่กระจายของความเข้มข้นแคดเมียมในดินชนิดต่าง ๆ ด้วย วิธีการบ่มดิน และการสกัดตามลำดับ โดยมีปัจจัยของการศึกษา 2 ปัจจัย คือ ชุดดินตัวแทน 3 ชนิด ได้แก่ ดินเหนียว ดินร่วน และดินทราย และความเข้มข้นของแคดเมียม 3 ระดับ (0, 5 และ 30 mg kg-1) มีระยะเวลาบ่มดิน 7 ช่วง (1, 3, 7, 14, 21, 28 และ 60 วัน) พบว่าดินที่มีสภาพเป็นกรดทำให้แคดเมียมอยู่ในรูปอิสระในสารละลายดินในดินมากกว่าดินที่มีสภาพเป็นด่าง ดังนี้ ดินทราย > ดินร่วน > ดินเหนียว จากผลการทดลองพบว่าดินที่มีค่า pH มากกว่า 6 และมีค่าความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (CEC) ของดินสูงสามารถดูดซับแคดเมียมได้ดี และเมื่อเรียงตามลำดับพบว่า เนื้อดินประเภทดินเหนียว ได้มากกว่าเนื้อดินประเภทดินร่วน และมากกว่าเนื้อดินทราย และจากผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการแพร่กระจายของแคดเมียมส่วนใหญ่อยู่ในรูปที่แลกเปลี่ยนได้มากที่สุด รองลงมาได้แก่แคดเมียมในรูปคาร์บอเนต และรูปออกไซด์ของเหล็กและแมงกานีส แต่สัดส่วนการแพร่กระจายของแคดเมียมรูปของออร์แกนิกในดินจะน้อยที่สุด รูปทางเคมี และการแพร่กระจายของความเข้มข้นแคดเมียมในดินชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยความเข้มข้นของแคดเมียมที่เติมเข้าสู่ดิน และระยะเวลาที่แคดเมียมตกค้างอยู่ในดินมีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายของความเข้มข้นแคดเมียมในดิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) กล่าวได้ว่าถ้าความเข้มข้นของแคดเมียมในดินมีมากจะส่งผลให้แคดเมียมรูปสภาพพร้อมใช้ทางชีวภาพมากขึ้นเช่นกัน