รูปแบบและการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการเฝ้าระวังและป้องกัน การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อตามแนวชายแดนที่มี ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศฝั่งตะวันตกตอนล่างของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหารูปแบบที่เหมาะสมโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนบริเวณช่องทางเข้าออก(Points of entry) ที่มีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศบริเวณชายแดน (Designated Check Points) อย่างเป็นระบบในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อในพื้นที่ชายแดน</p> <p> กลุ่มตัวอย่างคือ การกำหนดขนาดตัวอย่างโดยการจำเพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนบริเวณช่องทางเข้าออก (Points of entry) อายุระหว่าง 20-60 ปี หมู่บ้านที่มีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศบริเวณชายแดน (Designated Check Points) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 320 คน</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p> ส่วนที่ 1 รูปแบบและกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อตามแนวชายแดน</p> <p> 1. ความรู้และสภาพทางสังคมของประชาชนและชุมชนที่มีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ พบว่าความรู้ของประชาชนในชุมชนที่มีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ</p> <p>ในเรื่องโรคติดเชื้อ โดยรวมแล้วอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนใหญ่จะมากกว่าร้อยละ 60 แต่พบว่ามีความรู้ค่อนข้างน้อยในบางโรค ได้แก่ โรคเท้าช้าง และพบว่าความรู้ของประชาชนในชุมชนนี้เกิดจากการมีประสบการณ์ตรงหรือได้พบเห็นผู้ป่วยในชุมชนมากกว่าได้รับจากสื่อต่างๆ และสภาพทางสังคมของชุมชนนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขายชายแดนและรับจ้างทำงานไม่มีเวลาที่จะรับการสื่อสารความเสี่ยงจากแหล่งต่างๆ แม้แต่โทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อที่เพิ่มประสบการณ์ตรงได้</p> <p> 2. คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเป็นแกนนำ เป็นกลุ่มที่ต้องการให้กระทำพฤติกรรมและกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อการเพิ่มความร่วมมือของชาวบ้านในชุมชนนี้ ซึ่งมีการแบ่งส่วนของกลุ่มเป้าหมายออกเป็น กลุ่มโดยใช้ลักษณะบทบาทหน้าที่ทางสังคมเป็นตัวกำหนดคือ</p> <p> 1 กลุ่มผู้อาวุโสผู้ก่อตั้งชุมชนเป็นกลุ่มหลัก</p> <p> 2 กลุ่มผู้นำทางความเชื่อ เช่น ผู้นำศาสนา หมอพื้นบ้าน ผู้นำในการทำพิธีในหมู่บ้าน เป็นกลุ่มรอง</p> <p>3กลุ่มสมาชิกในครอบครัวเป็นกลุ่มรอง</p> <p>4 กลุ่มผู้นำชุมชนและอาสาสมัครเป็นกลุ่มสนับสนุนให้เกิดการสร้างพฤติกรรมใหม่</p> <p> 3. กำหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนร่วมกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ</p> <p> 1 ผู้อาวุโสรับความรู้ใหม่ๆเพื่อประยุกต์กับภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อเป็นที่ปรึกษาในชุมชน</p> <p> 2 ผู้นำทางความเชื่อถ่ายทอดกลวิธีในการเฝ้าระวังควบคุมโรคติดเชื้อในชุมชน</p> <p> 3 กลุ่มสมาชิกในครอบครัว ปฏิบัติตามกฎหมาย ประเพณี วิถีแห่งชุมชน</p> <p> 4 กลุ่มแกนนำและอาสาสมัครมีการบันทึกประสานงานกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและหลังงานภารกิจอื่นๆในชุมชน</p> <p> </p> <p> ส่วนที่ 2 ประเมินความพึงพอใจและความต่อเนื่อง</p> <p> ความพึงพอใจพบว่าช่องทางการสื่อสารที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ประชาชนในชุมชนเรียกว่าหมอ มาแนะนำบ่อยๆ รองลงมาคือการรณรงค์ในโอกาสต่างๆ</p> <p> ผลการประเมินความต่อเนื่องในระยะแรก 2 เดือน พบว่ามีการสอบถามติดตามผู้เดินทางเข้ามาในชุมชนนี้มากขึ้น และการพบปะกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศมากขึ้น แต่ยังคงต้องมีการประเมินความยั่งยืนของรูปแบบต่อไป</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p>