การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวสาลี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
บทคัดย่อ
การนำข้าวสาลีมาใช้ประกอบอาหารในประเทศไทยเริ่มมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จนถึงปัจจุบัน และยังพบว่ามีการนำมาใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น ทำผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับบำรุงร่างกายและรักษาสุขภาพ เป็นต้น ปริมาณการใช้ข้าวสาลีเพิ่มมากขึ้นทุกปี พบว่าในประเทศ มีการปลูกข้าวสาลีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 เฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ โดยความร่วมมือทดสอบการปลูกระหว่างภาครัฐและเอกชน และทดสอบปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระยะต่อมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2542 การผลิตข้าวสาลีไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ในปี 2550 ศูนย์วิจัยข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เคยผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ข้าวสาลีที่ให้ผลผลิตสูง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ศูนย์วิจัยข้าวอุดรธานี และศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร จึงได้ฟื้นฟูการปลูกข้าวสาลีในภาคนี้ขึ้นอีก เพื่อหาข้อมูลสำหรับการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตข้าวสาลีให้เหมาะสมกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวสาลีสำหรับการใช้ทำผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ โดยทดสอบปลูกทั้งในศูนย์และในแปลงเกษตรกร ผลการสืบค้นข้อมูลและการทดลองจากปี พ.ศ.2551 - 2553 พบว่าทั้ง 3 จังหวัดมีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงฤดูหนาวอยู่ระหว่าง 15-18? ซ สภาพพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นดินไร่สามารถปลูกข้าวสาลีได้ดี และถ้ามีระบบการชลประทานที่เพียงพอ จะสามารถให้ผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 200 กก./ไร่ ในบางพื้นที่สามารถให้ผลผลิตได้ถึงประมาณ 500 กก./ไร่ ซึ่งหากจำหน่ายได้ราคาขั้นต่ำ กิโลกรัมละ 25 บาท ก็จะคุ้มทุนและมีกำไรเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จากการสืบค้นข้อมูลการทดสอบปลูกข้าวสาลีระหว่างปี พ.ศ. 2538-42 มีรายงานว่า ข้าวสาลีพันธุ์ผสมที่คัดเลือกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ผลผลิตสูงถึง 500 กก./ไร่ ซึ่งน่าได้จะนำมาทดสอบวิจัยพันธุ์และพัฒนาพันธุ์ต่อไปเพื่อการผลิตข้าวสาลีในประเทศ สำหรับทดแทนบางส่วนของข้าวสาลีที่นำเข้าจากต่างประเทศ