โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ข้าวสาลีอินทรีย์
บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนาข้าวสาลีที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นหาพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพตรงตามความ ต้องการของอุตสาหกรรมเบเกอรี่ แต่ปัจจุบันมีการตื่นตัวในด้านสุขอนามัย มีการใช้ประโยชน์จากข้าวสาลี เพื่อเป็นอาหารเสริมสุขภาพและใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและความงาม ดังนั้นการ ผลิตข้าวสาลีแบบอินทรีย์จึงเป็นการสอดคล้องกับการนําใช้ประโยชน์ในรูปแบบดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการเพิ่ม มูลค่าให้แก่ข้าวสาลีไทย การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวสาลีอินทรีย์จะเป็นแนวทางเลือกหนึ่ง ของเกษตรกรที่จะสามารถเพิ่มรายได้ในฤดูแล้ง จึงได้มีงานวิจัย เพื่อศึกษาหาเทคโนโลยีการผลิตข้าวสาลี อินทรีย์ที่เหมาะสมที่จะสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรได้ ประกอบด้วย การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของ ดิน การประเมินพันธุ์ข้าวสาลีในการผลิตข้าวสาลีแบบอินทรีย์ และ การศึกษาลักษณะความเป็นหมันของ ข้าวสาลีคามุต ผลการดําเนินงาน ไม่พบความแตกต่างระหว่างวิธีการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่การใช้ปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสดตามหลังข้าวสาลีเพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินมีแนวโน้มที่จะ ทดแทนปุ๋ยอินทรีย์และเพิ่มผลผลิตข้าวสาลีได้ ทั้งนี้ถ้าดําเนินการต่อเนื่องในระยะยาว การใช้ปอเทืองเป็น ปุ๋ยพืชสดอาจช่วยลดต้นทุนการผลิตในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์ลงได้ นอกจากนี้สภาพดินนาในภาคเหนือ ตอนบนมีปัญหาการขาดธาตุฟอสฟอรัส การใช้หินฟอสเฟตร่วมในระบบจะช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ ของดินในการจัดการระบบอินทรีย์ได้ ในเรื่องของพันธุ์ข้าวสาลีพบว่าพันธุ์ฝาง 60 และพันธุ์สะเมิง 2 สามารถส่งเสริมในระบบอินทรีย์ได้ ขณะที่ข้าวสาลีดูรัมคามุตยังให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ํา อายุหนัก และมีความ แปรปรวนในการให้ผลผลิตสูง ซึ่งในงานทดลองเบื้องต้นพบว่าวันปลูกที่เหมาะสมอยู่ระหว่างกลางเดือน พฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในแต่ละปี และการงดให้น้ําระยะออกรวงและ ระยะผสมเกสรไม่ทําให้การติดเมล็ดของข้าวสาลีดูรัมคามุตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามข้าวสาลีที่ปลูกใน ประเทศไทยแม้ว่าจะไม่อยู่ในระบบอินทรีย์ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นพืชที่ปลอดภัยเนื่องจากไม่ค่อยพบโรคแมลง เข้าทําความเสียหาย ทําให้เกษตรกรไม่จําเป็นต้องใช้สารเคมีกําจัดโรคแมลง จึงมีต้นทุนการผลิตค่อนข้าง ต่ํา นอกจากนี้ยังเป็นพืชอายุสั้น จึงเป็นพืชทางเลือกหนึ่งให้เกษตรกรใช้ตามหลังข้าวนาปีได้