การคัดแยกแบคทีเรียทนต่อโลหะหนัก จากดินตะกอนปากแม่นํ้า อ่าวนครศรีธรรมราช
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง : การคัดแยกแบคทีเรียทนต่อโลหะหนักจากดินตะกอนปากแม่น้ำในอ่าว นครศรีธรรมราช ผู้วิจัย : นางสาวลัญจกร จันทร์อุดม และนางสาวมณฑกานต์ ทองสม หลักสูตรจุลชีววิทยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีงบประมาณ 2552-2553 บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 2 ปี โดยการดำเนินงานในปีที่ 1 ของการวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคัดแยกแบคทีเรียที่ทนต่อโลหะหนัก 4 ชนิด คือสังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) แคดเมียม (Cd) และตะกั่ว (Pb) โดยตัวอย่างดินตะกอนที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เก็บจากบริเวณอ่าวนครศรีธรรมราช และกำหนดจุดในการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 7 จุด คือ ปากพญา ปากนคร คลองบางควาย คลองบางจาก คลองเปี๊ยะ คลองน้อย และปากพนังฝั่งตะวันตก จากการศึกษาพบว่าปริมาณโลหะหนักที่สะสมในดินตะกอนแต่ละจุด มีปริมาณแคดเมียม สะสมอยู่บริเวณคลองเปี๊ยะมากที่สุด อยู่ที่ 1.12 ? 0.003 mg/kg น้ำหนักแห้งของดิน ปริมาณทองแดง พบสูงในดินตะกอนบริเวณคลองบางจาก มีค่าเท่ากับ 28.77 ? 1.45 mg/kg น้ำหนักแห้งของดินและ พบปริมาณตะกั่ว สะสมในดินบริเวณคลองบางควายสูงที่สุด อยู่ที่ 31.89 ? 2.77 mg/kg น้ำหนักแห้งของดิน และเมื่อนำดินตะกอนมาวิเคราะห์ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด พบว่าบริเวณคลองน้อย มีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดสูงสุดเท่ากับ 6.7 X108 CFU/g. จากการศึกษาแบคทีเรียที่สามารถทนต่อแคดเมียม ทองแดง สังกะสี และตะกั่ว ตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมต่อลิตร พบแบคทีเรียทั้งหมด 10, 13, 46 และ 51 ไอโซเลท ตามลำดับ โดยเชื้อ PN3 และ BL3 สามารถเจริญบนอาหารเลี้ยงเชื้อที่ผสมโลหะหนักทั้ง 4 ชนิดได้ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อนำมาทดสอบลักษณะทางชีวเคมีของเชื้อ พบว่าเชื้อ PN 3 จัดเป็นเชื้อสายพันธุ์ Pseudomonas sp. และเชื้อ BL3 จัดเป็นเชื้อสายพันธุ์ Neisseria sp. ตามลำดับ จากผลการวิจัยในปีแรกเพื่อให้เกิดองค์ความรู้เพิ่มเติมตลอดจนเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาและบุคคลที่สนใจ การวิจัยในปีที่ 2 จึงได้นำเอาผลงานจากปีแรกมาผนวกเข้ากับเนื้อหาในการจัดการเรียนการสอน และกำหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ และ 2) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อสื่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ชุด จุลินทรีย์ในดิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาหลักชีววิทยา ภาคการศึกษาที่ 2/2552 จำนวน 100 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบฝึกหัด แบบทดสอบหลังเรียน และแบบสำรวจความพึงพอใจ ของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ และค่าเฉลี่ยพบว่า ด้านประสิทธิภาพของสื่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ชุด จุลินทรีย์ในดิน เท่ากับ 85/86 ซึ่งได้จากค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนของคะแนนที่ได้จากแบบฝึกหัดระหว่างเรียนกับคะแนนที่ได้จากแบบฝึกหัดหลังเรียน เมื่อนำมาเทียบเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 (80/80) สื่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ชุด จุลินทรีย์ในดินถือว่ามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ด้านความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสื่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ชุด จุลินทรีย์ในดิน แจกแจงเป็นด้านการใช้งาน ด้านการนำเสนอ ด้านเนื้อหา ด้านการประเมินผลการเรียน และความพึงพอใจโดยภาพรวม พบว่าระดับความพึงพอใจในแต่ละด้าน เท่ากับ 3.48, 3.86, 3.66, 3.79 และ 3.69 ตามลำดับ โดยระดับความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก