การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการน้ำเขื่อนลำปาวให้สัมฤทธิ์ผล กรณีศึกษา “ในเขตพื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว”
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ: การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบมาตรฐานการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม และ 2) เพื่อศึกษาปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตพื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จำนวน 185 คน และคณะกรรการกลุ่มผู้ใช้น้ำ จำนวน 69 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยโปรแกรม SPSS for Windows เพื่อหาค่าความถี่ ร้อยละ สูงสุด ต่ำสุด เฉลี่ยเลขคณิต เบี่ยงเบนมาตรฐาน และ F-test ผลการวิจัยมีดังนี้ สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่เป็นชาย มีอายุเฉลี่ย 53.2 ปี มีสมาชิกต่อครัวเรือนเฉลี่ย 4.5 คน มีพื้นที่ถือครองการเกษตรต่อครัวเรือนเฉลี่ย 14.6 ไร่ โดย 12.0 ไร่ อยู่ในเขตชลประทาน มีรายได้ภาคการเกษตรต่อครัวเรือนเฉลี่ย 143,175.09 บาทต่อปี และมีรายได้นอกภาคการเกษตรต่อครัวเรือนเฉลี่ย 33,201.35 บาทต่อปี ผลการศึกษาการปฏิบัติในการจัดการน้ำของสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำ ที่แบ่งออกเป็น 6 ด้าน จำนวน 36 ประเด็น ประกอบด้วย 1) ด้านการจัดการน้ำชลประทาน จำนวน 11 ประเด็น 2) ด้านการบริหารงานภายในองค์กร จำนวน 9 ประเด็น 3) ด้านการบำรุงดูแลรักษาบูรณะซ่อมแซมระบบชลประทาน จำนวน 5 ประเด็น 4) ด้านการสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ชลประทาน จำนวน 3 ประเด็น 5) ด้านการพัฒนาการผลิตและดำเนินธุรกิจ จำนวน 3 ประเด็น และ 6) ด้านสภาพการผลิตที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน 5 ประเด็น พบว่า มี 33 ประเด็น ที่มีการตอบว่า มีการการปฏิบัติ “ทุกครั้ง” หรือ “เกือบทุกครั้ง” มีเพียง 3 ประเด็นในด้านการพัฒนาการผลิตและดำเนินธุรกิจ ที่มีการระบุว่า มีการปฏิบัติ “นานๆ ครั้ง” ได้แก่ (1) ได้รับความรู้วิธีการผลิตพืชแบบผสมผสาน (2) การลดพื้นที่เพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำมากในฤดูแล้ง และ (3) การปลูกพืชปรุงบำรุงดิน 2 เมื่อเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติในการจัดการน้ำของสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มี อายุ และขนาดพื้นที่ถือครองแตกต่างกัน พบว่า มีระดับการปฏิบัติแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในบางประเด็น การศึกษาเกี่ยวกับปัญหา 6 ด้าน จำนวน 21 ประเด็น พบว่า ประเด็นที่สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำระบุว่าเป็นปัญหา 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ราคาผลผลิตตกต่ำไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลง 2) ขาดความรู้และผู้นำด้านการตลาด 3) ขาดแหล่งรับซื้อผลผลิตที่ได้ราคาที่เป็นธรรม 4) การติดตามการส่งน้ำของเจ้าหน้าที่ชลประทาน และ 5) ขาดการจัดฝึกอบรมและศึกษาดูงาน การศึกษาความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำ 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดการน้ำชลประทาน 2) ด้านการดูแลและบำรุงรักษา 3) ด้านการบริหารงานภายในกลุ่มผู้ใช้น้ำ 4) ด้านการสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ชลประทาน และ 5) ภาพรวมต่อการบริหารจัดการของกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน จำนวนรวมทั้งสิ้น 38 ประเด็น พบว่า จากการประเมิน 5 ระดับ คือ น้อยที่สุด น้อย ปานกลาง มาก และ มากที่สุด เมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยพบว่าคณะกรรมการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำให้การประเมินอยู่ในระดับ “มาก” จำนวน 29 ประเด็น และระดับ “ปานกลาง” จำนวน 9 ประเด็น