การพัฒนาวิธีการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักสดแบบรวดเร็วด้วยเทคนิค สเปกโตรสโคปีอินฟราเรดย่านใกล้: กรณีศึกษาในถั่วฝักยาว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
พริกและถั่วฝักยาว เป็นผักเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยนิยมบริโภคกันภายในประเทศและมีการส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งในรูปของผักสด การตรวจสอบคุณภาพก่อนการส่งออกมักพบปัญหาสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ทั้งนี้สารคลอไพริฟอสจัดเป็นสารเฝ้าระวังสำหรับการส่งออกผักสด วิธีการที่ใช้ตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารพิษตกค้างในปัจจุบันได้แก่ การใช้ชุดตรวจสอบยาฆ่าแมลงจีที (GT-pesticide test kit) แก๊สโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโตรมิทรี ลิควิดโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโตรมิทรีและเครื่องโครมาโทกราฟชนิดของเหลวประสิทธิภาพสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตรวจสอบสารพิษตกค้าง ได้แก่ คลอไพริฟอสในถั่วฝักยาวและพริกจินดาแบบรวดเร็วด้วยเทคนิคสเปกโตรสโคปีอินฟราเรดย่านใกล้ (Near infrared spectroscopy, NIR) การศึกษานี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ NIR ในการตรวจหาปริมาณสารคลอไพริฟอสในพริกจินดาและถั่วฝักยาวโดยเลือกใช้พริกจินดาและถั่วฝักยาวออร์แกนิคนำมาปั่นละเอียดแล้วเติมสารคลอไพริฟอสที่ความเข้มข้นต่างๆ จากนั้นนำตัวอย่างปั่นละเอียดและสารสกัดมาวัดสเปกตรัมด้วยเทคนิค NIR ที่เลขคลื่น 12500 – 4000 cm-1 และใช้เทคนิค dry-extract system for near infrared (DESIR) เพื่อทำให้สารสกัดเข้มข้นขึ้น และวิเคราะห์ปริมาณสารคลอไพริฟอสด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโตรกราฟี-แมสสเปกโตรมิสที (GC-MS) ส่วนการทดลองส่วนที่ 2 คือการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคนิคสเปกโตรสโคปีอินฟราเรดย่านใกล้ในการแบ่งกลุ่มถั่วฝักยาวที่มีการปนเปื้อนของสารในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ได้แก่ คลอไพริฟอส EPN และ โอเมโทเอต กลุ่มคาร์บาเมต ได้แก่ คาร์โบฟูราน และเมโทมิล จากแปลงปลูก นำมาทดสอบสารพิษตกค้างทางเคมีด้วยชุดตรวจสอบสารพิษตกค้าง GT pesticide test kit และวิเคราะห์แบบแบ่งกลุ่มถั่วฝักยาวที่มีการปนเปื้อนของสารคลอไพริฟอส EPN โอเมโทเอต คาร์โบฟูราน และ เมโทมิล ในระดับที่ไม่ปลอดภัย จากระดับที่ปลอดภัยตามการบ่งชี้ด้วยวิธีการตรวจสอบที่ใช้ชุดตรวจสอบ GT pesticide test จากการศึกษาพบว่า เทคนิค NIR มีความเป็นไปได้ในการตรวจติดตามปริมาณสารคลอไพริฟอสในพริกจินดา ซึ่งการใช้เทคนิค DESIR ให้ความแม่นยำสูงที่สุดเมื่อใช้ทำนายที่ช่วงความเข้มข้นของสารคลอไพริฟอส 0.02-10 ppm โดยให้ R2 = 0.9776, RMSECV = 0.486 ppm, RPD = 4.86 และ Bias = -0.0276 ppm สำหรับถั่วฝักยาว พบว่า สามารถใช้ NIR ในการหาปริมาณสารคลอไพริฟอสแม่นยำที่ช่วงความเข้มข้น 10-250 ppm ทั้งการวัดตัวอย่างที่บดละเอียด การวัดสารสกัด และ DESIR และเทคนิค NIR สามารถทำนายความเข้มข้นของสารคลอไพริฟอสได้แบบหยาบที่ช่วงความเข้มข้น 0.20-10 ppm นอกจากนี้เทคนิค NIR ไม่เหมาะสมกับการวิเคราะห์สารคลอไพริฟอสในพริกจินดา และถั่วฝักยาวที่ช่วงความเข้มข้นต่ำ 0.01-0.02 ppm สำหรับการศึกษาการแบ่งกลุ่มถั่วฝักยาวที่มีการปนเปื้อนของสารคลอไพริฟอส โอเมโทเอต คาร์โบฟูราน และ เมโทมิล ในระดับที่ไม่ปลอดภัย จากระดับที่ปลอดภัยตามการบ่งชี้ด้วยวิธีการตรวจสอบที่ใช้ GT pesticide test kit นั้นพบว่า ไม่สามารถแบ่งกลุ่มของสเปกตรัมที่ได้จากการวัดถั่วฝักยาวและสารสกัดที่มีการปนเปื้อนระดับที่ปลอดภัยและระดับที่ไม่ปลอดภัยได้