Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2558

การตรวจสอบความใช้ได้ของเทคนิคเนียร์อินฟราเรดในการทำนายค่าวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน กรณีศึกษา : ปัจจัยด้านปริมาณอนุภาคดินเหนียวของดินในประเทศไทย

นพมณี สุวรรณัง กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2558

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การตรวจสอบความใช้ได้ของเทคนิคเนียร์อินฟราเรดในการทำนายค่าวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์ด้วยวิธีไดโครเมตออกซิเดชันด้วยการแปลงข้อมูลสเปกตรัมเนียร์อินฟราเรดและสร้างสมการคาลิเบรชันด้วย OPUS Quant 2 Software ใช้กลุ่มตัวอย่างดินจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย และใช้ปัจจัยด้านปริมาณอนุภาคดินเหนียวเป็นเกณฑ์ในการสร้างสมการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างดินที่ศึกษาจำนวน 7,433 ตัวอย่างด้วยวิธีการทางเคมี (ไดโครเมตออกซิเดชัน) เปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคเนียร์อินฟราเรดด้วยเทคนิคการสะท้อนกลับแบบแพร่กระจาย ตัวอย่างดินถูกสแกนที่ย่านช่วงคลื่น 4000-9000 cm-1 เก็บสเปกตรัมในรูปของลอการิทึมของการสะท้อน (log (1/R)) ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างดินทั้งหมดที่ไม่มีการแยกปริมาณของอนุภาคดินเหนียว ได้สมการคาลิเบรชันที่มีค่าสัมประสิทธิ์ของการพิจารณา (coefficient of determination, R2) เท่ากับ 57.06, ค่าเฉลี่ยกำลังสองของการสร้างสมการ (Root mean square of the Equation, RMSEE) เท่ากับ 0.666% และ RPD เท่ากับ 1.53% เมื่อตรวจสอบความใช้ได้ของสมการด้วย cross validation ได้สมการ validation ที่มีค่า R2 เท่ากับ 49.67, RMSECV เท่ากับ 0.72%, RPD เท่ากับ 1.41% และ Bias เท่ากับ 0.00355% โดยสมการคาลิเบรชันครอบคลุมปริมาณอินทรียวัตถุ 0.05%-5.60% 2) กลุ่มตัวอย่างที่มีปริมาณอนุภาคดินเหนียว (% clay) น้อยกว่า 20% ได้สมการคาลิเบรชันมีค่า R2 เท่ากับ 72.39, RMSEE เท่ากับ 0.497% และ RPD เท่ากับ 1.90% และสมการ validation มีค่า R2 เท่ากับ 68.49, RMSECV เท่ากับ 0.531%, RPD เท่ากับ 1.78% และ Bias เท่ากับ 0.00351% ครอบคลุมปริมาณอินทรียวัตถุเท่ากับ 0.05%-4.40% 3) กลุ่มตัวอย่างที่มีปริมาณของอนุภาคดินเหนียว 20-40% ได้สมการคาลิเบรชันมีค่า R2 เท่ากับ 75.27, RMSEE เท่ากับ 0.429% และ RPD เท่ากับ 2.01% และสมการ validation มีค่า R2 เท่ากับ 71.30, RMSECV เท่ากับ 0.461%, RPD เท่ากับ 1.87% และ Bias เท่ากับ -0.0092% ครอบคลุมปริมาณอินทรียวัตถุเท่ากับ 0.10%-5.60% 4) กลุ่มตัวอย่างที่มีปริมาณของอนุภาคดินเหนียว 40-60% ได้สมการคาลิเบรชันมีค่า R2 เท่ากับ 76.56, RMSEE เท่ากับ 0.468% และ RPD เท่ากับ 2.07% และสมการ validation ที่มีค่า R2 เท่ากับ 72.16, RMSECV เท่ากับ 0.507%, RPD เท่ากับ 1.9% และ Bias เท่ากับ 0.00673% ครอบคลุมปริมาณอินทรียวัตถุเท่ากับ 0.10%-4.90% 5) กลุ่มตัวอย่างที่มีปริมาณของอนุภาคดินเหนียวมากกว่า 60% ได้สมการคาลิเบรชันมีค่า R2 เท่ากับ 86.14, RMSEE เท่ากับ 0.339% และ RPD เท่ากับ 2.69% และสมการ validation ที่มีค่า R2 เท่ากับ 80.08, RMSECV เท่ากับ 0.397%, RPD เท่ากับ 2.24% และ Bias เท่ากับ -0.0142% ครอบคลุมช่วงปริมาณอินทรียวัตถุเท่ากับ 0.6%-4.8% การตรวจสอบความใช้ได้ของเทคนิคเนียร์อินฟราเรดในการทำนายค่าวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง test set คือกลุ่มตัวอย่างดินเหนียวภาคกลาง และกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีค่าวิเคราะห์ปริมาณอนุภาคดินเหนียว พบว่าให้ผลน่าพอใจ โดยการเลือกใช้สมการให้ตรงตามเงื่อนไข จะให้ประสิทธิภาพการทำนายสูงสุด สำหรับการทดสอบความถูกต้องและแม่นยำ พบว่า สมการสามารถทำนายปริมาณอินทรียวัตถุในดินของตัวอย่างดินควบคุมภายในชุดดินกุลาร้องไห้ (Ki-IRM) และชุดดินลพบุรี (Lb-IRM) ได้ โดยมีค่าเฉลี่ยของการทำนายอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้และมีเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนต่ำ แต่ตัวอย่างควบคุมภายในชุดดินกุลาร้องไห้ ไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบความเที่ยงตามมาตรฐาน AOAC ในขณะที่ตัวอย่างควบคุมชุดดินลพบุรี ผ่านเกณฑ์การทดสอบความเที่ยงตามมาตรฐาน AOAC ผลการศึกษาพบว่าการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินด้วยเทคนิคเนียร์อินฟราเรดและวิธีไดโครเมตสามารถใช้ทดแทนหรือร่วมกันได้ในห้องปฎิบัติการ แต่ควรมีการเลือกใช้สมการที่มีการแบ่งแยกเนื้อดิน เนื่องจากให้ค่าการทำนายที่มีความแม่นยำมากกว่าสมการรวมเนื้อดิน และควรศึกษาเพิ่มเติมสำหรับปัจจัยอื่น เพื่อพัฒนาเทคนิคดังกล่าวให้ได้สมการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น คำสำคัญ ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน, ไดโครเมตออกซิเดชัน, เนียร์อินฟราเรด, ปริมาณอนุภาคดินเหนียว, การตรวจสอบความใช้ได้

คำสำคัญ

อินทรียวัตถุwet oxidationnear infrared spectroscopy techniqueวิเคราะห์ในห้องปฎิบัติการ

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การประเมินธาตุไนโตรเจนในดินกรด ดินด่าง และดินเค็ม ด้วยชุดตรวจสอบดินอย่างง่ายของกรมพัฒนาที่ดิน

สุรเชษฐ์ นาราภัทร์ กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2557

การตรวจวิเคราะห์ดินโดยวิธี FTIR และการวัดสีดิน

ศิริรัตน์ ชูสกุลเรียง มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2560

การศึกษาการวิเคราะห์ดินด้วยการประมวลผลทางอิเล็กทรอนิกส์

โยธิน วงศ์ประเสริฐ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2554

การพัฒนาเว็บเซอร์วิสระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อช่วยในการประเมินวัตถุดิบประเภทดินที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมเซรามิกในประเทศไทย

อนันตกุล อินทรผดุง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ.ศ. 2558

การประเมินความแปรปรวนเชิงพื้นที่และเวลาของลักษณะทางฟิสิกส์ของดิน ในระดับแปลงทดลอง พื้นที่ปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

เสาวนุช ถาวรพฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2558

การศึกษาความชื้นของดินโดยอาศัยข้อมูลการรับรู้จากระยะไกลและการตรวจวัดภาคพื้นดินด้วยเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเอง: กรณีศึกษาจังหวัดพัทลุง

ศุภกร กตาธิการกุล มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2561

การประเมินศักยภาพของดินเพื่อกำหนดชุดเทคโนโลยีในการผลิตอ้อย และมันสำปะหลัง สนับสนุนการพัฒนาการเกษตร และการพลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

ศ.ดร. เอิบ เขียวรื่นรมณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2552

การเปลี่ยนแปลงสมบัติของตัวชี้วัดจำเพาะทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินภายใต้การใช้เทคโนโลยีการจัดการดินเค็มที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช

อรรณพ พุทธโส กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2559

การเปรียบเทียบวิธีการในการวิเคราะห์ขนาดของอนุภาคดินโดยการตกตะกอน

ณัฎฐณิชา พรมภักดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

การใช้ประโยชน์ของชุดตรวจดินภาคสนามสำหรับให้คำแนะนำปุ๋ยในการปลูกข้าว ในจังหวัดเชียงใหม่

ทิวา ปาตีคำ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 พ.ศ. 2558