ชนิดชีวนิสัยของริ้นฝอยทรายสัตว์รังโรคและเชื้อโรคลิชมาเนียในพื้นที่เกิดอุบัติการณ์โรคลิชมาเนีย ประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคลิชมาเนียเป็นโรคติดต่อนำโดยแมลงอุบัติใหม่ โดยมีริ้นฝอยทรายเป็นพาหะนำโรค มีประวัติพบผู้ป่วยในประเทศไทยถึง 58 ราย ซึ่งริ้นฝอยทรายกระจายอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะพื้นที่เขตชนบทและกึ่งเมือง ถึงโรคจะมีระดับความรุนแรงที่อันตรายต่อชีวิต แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก เพราะยังไม่มีการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง และข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับริ้นฝอยทรายในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อทราบ ชนิด ชีวนิสัย ของริ้นฝอยทราย ในพื้นที่เกิดอุบัติการณ์โรคลิชมาเนีย โดยเบื้องต้นคัดเลือกพื้นที่ศึกษาพิจารณาจากสถานที่ที่คาดว่าผู้ป่วยสัมผัสเชื้อในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 5 แห่ง จากพื้นที่ ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก โดยเก็บตัวอย่างทั้งหมด 4 ครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2556 ทำการสำรวจชนิด การแพร่กระจาย ความหนาแน่น และระยะเวลาการออกหากิน ของริ้นฝอยทราย โดยการวาง Light Trap จำนวน 10 จุดโดยวาง 1 จุดต่อ 1 กับดัก ในแต่ละพื้นที่ ภายในรัศมี 200 เมตร จากบ้านผู้ป่วย เริ่มวางตั้งแต่เวลา 16.00 น. และเก็บในเวลา 18.00, 20.00, 22.00, 24.00, 02.00, 04.00 และ 06.00 น. ตามลำดับ นอกจากนี้ค้นหาแหล่งเกาะพัก โดยใช้ Aspirator และสำรวจดูแหล่งเพาะพันธุ์โดย Direct method, Sticky traps และEmergence traps ทำการสำรวจแหล่งรังโรคในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง โดยวิธีตรวจ PCR เพื่อจำแนกชนิดเชื้อลิชมาเนีย ริ้นฝอยทรายที่สำรวจได้ทั้งสิ้นมี 35 ชนิด ชนิดที่พบจำนวนสูงสุด ได้แก่ Sergentomyia gemmea (40.78%) S. punjabensis (17.92%) และ S. barraudi (13.59%) ตามลำดับ และจังหวัดที่พบจำนวนริ้นฝอยทรายมากที่สุด คือ จังหวัดจันทบุรี รองลงมาคือ จังหวัดเชียงราย จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดตรัง ตามลำดับ ส่วนการแพร่กระจายของริ้นฝอยทราย พบว่าจังหวัดอุบลราชธานี มีจำนวนชนิดริ้นฝอยทรายสูงสุด (25 ชนิด) รองลงมาคือ จังหวัดเชียงราย(20 ชนิด) จังหวัดตรัง(13ชนิด) ส่วนจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำนวน 4 ชนิดเท่ากัน โดยริ้นฝอยทรายที่พบแพร่กระจายได้ทุกพื้นที่ศึกษา ได้แก่ S. gammea, S. barruadi และ S. iyengari นอกจากนี้พบว่าริ้นฝอยทรายบางชนิดสามารถพบได้เฉพาะบางพื้นที่ศึกษาเท่านั้น เมื่อพิจารณาความหนาแน่นของริ้นฝอยทรายเพศเมีย ซึ่งมีทั้งสิ้น 27 ชนิด พบว่าชนิดที่มีความหนาแน่นสูงสุด ได้แก่ S. gemmea (10.05 ตัว ต่อกับดักต่อคืน) , S. barraudi (3.20 ตัว ต่อกับดักต่อคืน) และ S. Silvatica (1.10 ตัว ต่อกับดักต่อคืน) ตามลำดับ จากการศึกษาพฤติกรรมการออกหากินของริ้นฝอยทรายเพศเมีย แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาที่พบริ้นฝอยทรายสูงสุดคือระหว่าง 20.00-02.00 น. ยกเว้นจังหวัดอุบลราชธานีที่พบริ้นฝอยทรายสูงสุดในช่วงเวลา 02.00-04.00 น. จากการศึกษาริ้นฝอยทรายในแต่ช่วงเดือน โดยภาพรวมพบริ้นฝอยทรายสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน และพบว่าแหล่งเพาะพันธุ์ของริ้นฝอยทราย ได้แก่ กอกล้วย/กอไม้ประดับ/พุ่มไม้เตี้ย, แขนงรากไม้/โคนต้นไม้/เปลือกไม้, โรงเลี้ยงสัตว์/คอกสัตว์, ตามซอกหรือหลืบของบ้าน/กำแพง/หิน, ผนังบ้านร้าง, จอมปลวกเก่า, รอยแตกร้าวของสิ่งปลูกสร้าง/บ้านร้าง, ใต้ท่อนซุงเก่า, รูที่อยู่อาศัยของสัตว์, ตอไม้ผุ ,กองปุ๋ยหมัก ,กองก้อนอิฐ หินทราย และอุโมงค์ ถ้ำ และไม่พบริ้นฝอยทรายบริเวณที่คาดว่าน่าจะเป็นแหล่งเกาะพักจากการสำรวจทั้ง 4 ครั้ง ส่วนการตรวจหาเชื้อลิชมาเนีย ปรากฏว่าไม่พบเชื้อลิชมาเนียในริ้นฝอยทรายและสัตว์รังโรคในพื้นที่ศึกษา ริ้นฝอยทรายชนิดที่มีความสำคัญได้แก่ S. barraudi และS. gemmea ซึ่งเป็นชนิดที่มีการสำรวจพบเป็นจำนวนมากในประเทศไทยและในแถบเอเชีย ช่วงเวลาออกหากินที่สำคัญคือช่วงเวลา 02.00 – 04.00 น. และริ้นฝอยทรายชุกชุมในช่วงฤดูฝน โดยทั่วไปริ้นฝอยทรายจะพบในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดมนุษย์ ใกล้แหล่งอาหาร และแหล่งเพาะพันธุ์ โดยเฉพาะที่ซึ่งมีความชื้นสูงและอุดมด้วยสารอินทรีย์ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนของริ้นฝอยทราย ข้อมูลดังกล่าว สามารถใช้ประโยชน์ในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค รวมทั้งสามารถแจ้งเตือนประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ และสามารถวางมาตรการในการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ในพื้นที่อุบัติการณ์ของโรคลิชมาเนียต่อไปได้