Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2560

การศึกษาความหลากหลายของสายพันธุ์เชื้อ Orientia tsutsugamushi ในหนูและไรอ่อนโดยวิธี Polymeres chain reaction ในพื้นที่เกิดโรคซ้ำซากและพื้นที่ไม่พบโรคสครัปไทฟัสของภาคใต้ ประเทศไทย

วาสินี ศรีปล้อง กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2560

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของสายพันธุ์เชื้อ Orientia tsutsugamushi ในหนูและไรอ่อนโดยวิธี PCR ในพื้นที่เกิดโรคซ้ำซากและพื้นที่ไม่พบโรคสครับไทฟัสในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยคือ จังหวัดระนอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพังงา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนราธิวาส โดยวิธีการวางกรงดักหนูเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำเหลืองหนูนำมาตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ O. tsutsugamushi โดยวิธี IFA และตรวจหาเชื้อและสายพันธุ์ของเชื้อ O. tsutsugamushi จากตับม้ามหนูและจากไรอ่อนโดยวิธี PCRผลการศึกษาสามารถดักหนูได้ทั้งหมด 125 ตัว จากการวางกรงดักหนู 1,000 กรง คิดเป็นค่า Percent trap success เท่ากับ 12.5 โดยพื้นที่ที่มีโรคซ้ำซากมีค่า Percent Trap success สูงสุดที่ จ.นราธิวาส เท่ากับ ร้อยละ 29.0 พื้นที่ที่ไม่พบโรคมีค่า Percent Trap success สูงสุดที่ จ.ระนอง เท่ากับร้อยละ 18.0 โดยพบหนูทั้งหมด 7 ชนิดคือ Bandicota indica, Sundamys muelleri, Rattus tanezumi, R. tiomanicus, R. argentiventer, Maxomys surifer และ Niviventer fulvescens โดยพบหนูทั้ง 7 ชนิดในพื้นที่เกิดโรคซ้ำซากและพบหนูเพียง 4 ชนิดในพื้นที่ไม่เกิดโรค และหนูที่พบมากทั้งสองพื้นที่คือ หนูท้องขาวหรือ R. tanezumi ผลการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ O. tsutsugamushi ในน้ำเหลืองหนูด้วยวิธี IFA พบว่าทุกพื้นที่ดำเนินการมีการติดเชื้อก่อโรคสครับไทฟัสยกเว้น จ.ระนอง ที่ไม่มีอัตราการติดเชื้อก่อโรคในพื้นที่ที่เกิดโรคซ้ำซาก โดยในพื้นที่เกิดโรคซ้ำซากมีอัตราการติดเชื้อเท่ากับร้อยละ 50.8 พื้นที่ไม่พบโรคเท่ากับร้อยละ 37.1 สำหรับผลการตรวจหาเชื้อ O. tsutsugamushi ในตับและม้ามหนูด้วยวิธีPCR พบการติดเชื้อเฉพาะในหนูชนิด R. tanezumi ซึ่งเป็นหนูจากพื้นที่ไม่พบโรคของ จ.สุราษฎร์ธานีและเป็นเชื้อ O. tsutsugamushi สายพันธุ์ Karp-Related ผลการเก็บไรอ่อนได้ทั้งหมดจำนวน 4,278 ตัว จากหนูที่มีไรอ่อนอาศัยอยู่จำนวน 108 ตัว มีค่า Chigger mite index เท่ากับ 39.61 โดยพื้นที่ไม่พบโรคมีค่า Chigger mite index สูงกว่าในพื้นที่เกิดโรคซ้ำซากทุกจังหวัดและสามารถจำแนกชนิดไรอ่อนได้ทั้งหมด 22 ชนิด โดยชนิดของไรอ่อนที่พบจำนวนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ Leptotrombidium deliense, Aschoschoengastia indica และ Walchai ewingi ewing มีไรอ่อน 2 ชนิดที่พบได้ทุกจังหวัด คือ L.deliense และ As. indica ผลการตรวจหาเชื้อ O. tsutsugamushi ในไรอ่อนด้วยวิธีPCR จำนวน 190 pools พบเชื้อ O. tsutsugamushi ทั้งหมด 16 pools (8.4%) พบสายพันธุ์เชื้อ O. tsutsugamushi ทั้งหมด 5 สายพันธุ์ คือ Karp-Related, TA763-Related, Kato-Related, Gilliam-Related และ Kawasaki-Related โดย สายพันธุ์เชื้อ O. tsutsugamushi ที่ตรวจพบจากไรอ่อนในพื้นที่เกิดโรคซ้ำซากคือ Karp-Related, TA763- Related, Kato-Related และ Kawasaki –Related และในพื้นที่ไม่พบโรคคือ Kato-Related, Gilliam-Related และ Karp-Related ในขณะที่สายพันธุ์เชื้อ O. tsutsugamushi ที่พบทั้งในหนูและไรอ่อนจากพื้นที่ศึกษาทั้งสองพื้นที่คือสายพันธุ์ Karp-Related ดังนั้นโอกาสการเกิดโรคสครับไทฟัสในคนมีได้ทั้งสองพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกิดโรคซ้ำซากและพื้นที่ไม่พบโรค

คำสำคัญ

หนูscrub typhusRodentsInfection rateGeographical distributionอัตราการติดเชื้อไรอ่อนChigger miteการกระจายตัวตามภูมิศาสตร์โรคสครับไทฟัส

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การเปรียบเทียบวิธีจีทีเอสและอาร์เอพีดีเพื่อจำแนกลักษณะสายพันธุ์ของเชื้อ มัยโคพลาสมา กัลลิเซพติกุม ของประเทศไทย

จิโรจ ศศิปรียจันทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2561

การหาอัตราติดเชื้อสครับไทฟัสจากสัตว์รังโรคและการตรวจแยกเชื้อ Orientia tsutsugamushi จากไรอ่อน (Chigger mite) โดยวิธี Polymerase Chain reaction ในพื้นที่เกิดโรคและพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

อัญชนา ประศาสน์วิทย์ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2552

การสำรวจ การเก็บตัวอย่าง และการระบุชนิดเชื้อราที่ก่อโรคในมันสำปะหลัง ในเขตพื้นที่ของอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

สราวุธ แก้วศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พ.ศ. 2560

การวิเคราะห์พันธุศาสตร์ประชากรของหอยตลับ ( Meretrix meretrix) ในภาคใต้ของประเทศไทยเพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์

จุฑามาศ ศุภพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2561

การศึกษาพาหะนำโรค สัตว์รังโรค และอัตราติดเชื้อก่อโรคสครับไทฟัสของสัตว์รังโรคในแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในภาคใต้ ประเทศไทย

คณพศ ทองขาว กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2560

การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของลิ้นจี่ในแปลงรวบรวมพันธุ์มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ยุพเยาว์ คบพิมาย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2561

การประเมินความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของสายพันธุ์จำปาดะในพื้นที่14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยโดยใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอเพื่อเป็นแนวทางการขยายพันธุ์ทางการค้าและการอนุรักษ์พันธุกรรม

เบญจวรรณ ยันต์วิเศษภักดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา พ.ศ. 2563

ความหลากหลายทางชนิดของโคพีพอดและไมซิดในพื้นที่ปกปักพันธุกรรมพืชทางทะเล หมู่เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี

ขวัญเรือน ศรีนุ้ย สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2555

ความหลากหลายทางสัณฐานวิทยาและปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระของงา (Sesamum indicum L.) ในประเทศไทย

อิทธิพล ขึมภูเขียว มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2560

การใช้ประโยชน์ทางชีวภาพ และทางการแพทย์ของตีนฮุ้งดอย และกระชายดำเพื่อสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)

ศิริวุฒิ สุขขี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2561